วงในหึ่ง คดีน้องชมพู่ เหลือคนเดียวแล้ว รอออกหมายจับ

วงในหึ่ง คดีน้องชมพู่ เหลือคนเดียวแล้ว รอออกหมายจับ

Publish 2020-07-07 19:46:57


จากกรณีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่เสียชีวิตบริเวณป่าภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก หมู่ 2 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ขณะนี้ยังไม่สามารถจับคนร้าย เนื่องจากหลักฐานไม่ครบถ้วน

ต่อมากลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว โดยรายการทุบโต๊ะข่าวรายงานว่า นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่น้องชมพู่ ได้เปิดใจอย่างตรงไปมาว่าตัวเองนั้นอัดอั้นมานานและไม่ขอปิดข้อมูลอีกแล้ว โดยเจ้าตัวยอมรับว่าสงสัยลุงพลนั้นเป็นผู้ก่อเหตุกับน้องชมพู่ โดยสาเหตุที่แม่ชมพู่สงสัยนั้นสืบเนื่องมาจาก เพราะลุงพลนั้นไปทำเกี่ยวกับร่างทรง แต่พอเข้าไปที่ป่าช้าไม่เคยเข้ามาเหยียบที่บ้าน โดยตนสงสัยลุงพลแต่ไม่มีหลักฐาน โดยตนนั้นอยากให้ลุงพลมาชี้แจงด้วย

 



ต่อมา ลุงพล ทนไม่ไหว ประกาศตัดญาติทันที พร้อมแฉความลับของแม่น้องชมพู่ ว่าไม่เคยขึ้นไปภูเหล็กไฟเลย ไม่ยอมไปดูสถานที่เกิดเหตุเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนชาวบ้านต่างสงสัยและพูดกันต่างๆนาๆ หรือกำลังกลัวอะไรบางอย่าง และเปิดหลักฐานล่าสุดให้ดูนั่นคือ วันเผาน้องชมพู่นั้นลุงพลได้เปิดให้ดู นั่นก็คือเป็นภาพและคลิปในงานเผาศพน้องชมพู่ โดยแม่น้องชมพู่นั้นรีบเอาเสื้อผ้าน้องชมพู่ทั้งหมดมาเผาพร้อมกันทั้งหมด โดยไม่ยอมเก็บไว้เป็นหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียว โดยลุงพลนั้นสงสัยว่าทำไมต้องรีบเผาหลักฐานทิ้งทั้งหมด โดยเรื่องทั้งหมดเก็บไว้มานาน และลุงพลยังพูดทิ้งท้ายอีกว่า ที่น้องชมพู่ เสียชีวิต อาจจะเป็นเพราะพ่อกับแม่นั่นเอง

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ขออยู่เฉยๆดีกว่า เราช่วยทุกอย่างเพราะมีคนขอให้ช่วย เงิน 3,000 บ. ที่ได้จากการออกรายการนึงก็ให้ครอบครัวน้องชมพู่หมด เพราะรู้ว่าทางครอบครัวเขาต้องใช้เงินถ้ารู้ว่าจะมาสงสัยกัน วันนั้นขออยู่เฉยๆดีกว่า”

 



ต่อมา รายการโหนกระแสได้เชิญนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล มาอีกครั้ง เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังพูดถึงว่าตนเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาของครอบครัวน้องชมพู่ พร้อมทั้งนำจดหมายจากป้าแต๋ม ภรรยาลุงพล ที่เขียนถึงเรื่องราวในครั้งนี้มาเปิดในรายการด้วย 

ลุงพล กล่าวว่า เจ้าตัวรับว่าการมาครั้งนี้จะต่างจากครั้งแรกคือ เป็นการเปิดใจในความสงสัยที่ตนมีแต่แรก ที่สังคมาต้องรับรู้ แต่ไม่ได้พูดออกไปเพราะเห็นแก่หน้าพ่อแม่ของน้องชมพู่ และยังคงยืนยันว่าน้องเดินเข้าไปบนเขาไม่ได้เพราะเขาสูงเกินกว่าเด็กจะขึ้น นอกจากมีคนพาไป อีกทั้งยังได้พูดคุยกับทางแม่ยายพบว่า ตัวแม่ยายกับพ่อตานั้นไม่ได้สงสัยตน แต่เป็นตัวของแม่เด็กคนเดียว ส่วนเรื่องที่มีการประชุมในครอบครัวที่ตนไม่ได้ไป รับไม่รู้เรื่องและไม่มีคนบอกว่ามีประชุม และถึงรู้ก็ไม่ไป เพราะมันผิดปกติสำหรับตนที่ไม่ค่อยได้ไปบ้านน้องชมพู่อยู่แล้ว อยู่บ้านคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ไป ซึ่งตนมองว่าหลังจากที่เผาศพน้อง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปอีกตามปกติของตน

 

และประเด็นที่ตนสงสัย คือ วันที่ล้างหน้าศพน้อง คนอื่นล้างหน้าศพ ยกเว้นตัวพ่อแม่ของน้องชมพู่ ซึ่งมันผิดวิสัยพ่อแม่ ต่อให้เสียใจแต่นี่เป็นวาระสุดท้ายของลูก ยังไงต้องทำ เรื่องการค้นหาตนไม่แน่ใจว่าพ่อแม่ออกค้นหาตอนไหนบ้าง นอกจากตอนกลางคืนวันที่ยังไม่เจอน้องชมพู่ ก็ไม่เคยขึ้นภูเหล็กไฟอีกเลยแม้ยังไม่เจอตัวน้อง แล้ววันที่เจอรองเท้านั้น เป็นพ่อของน้องเองที่ยื่นกระเป๋าเสื้อผ้า ของกินมาให้ตน และไม่ยอมขึ้นไป ซึ่งมันแปลกมาก เพราะพ่อแม่ถ้าได้ยินเบาะแสของลูกก็ต้องขึ้นไปหา และพบความผิดปกติหลายอย่างของพ่อแม่ ในระหว่างที่เจ้าหน้าสืบหาพยานหลักฐาน จนหลายครั้งทำให้ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมตนถึงโดนเพ่งเล็งทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร เช่น หาดีเอ็นเอในรถ ซึ่งยังไงก็ต้องมีดีเอ็นเอของน้องอยู่แล้ว เพราะน้องเพิ่งขึ้นรถตนและอาเจียนใส่ไปก่อนหน้าที่จะหายไป และตนไม่ได้ทำความสะอาด อีกทั้งประเด็นที่ตนขับรถไปรับพระอีก

ล่าสุด ในเฟซบุ๊ก พันธนะ ไชยช่อฟ้า โพสต์ข้อความระบุว่า มีคนเดียวที่ฆ่าน้องชมพู่#บาปกรรมจริงๆหนอ

 

พร้อมระบุว่า พูดมากไม่ดีครับ เร็วๆนี้มีข่าวดี รอติดตามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ ชัวที่สุด รู้แค่ว่า เหลือคนเดียวแล้วครับ รอรวบรวมหลักฐาน ออกหมายจับ

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน