คณบดีแพทย์ศิริราช ออกโรงเตือน  ปลดล็อคประเทศ ระวังเจ็บ-ตาย โควิด 19 มากกว่ารอบแรก

คณบดีแพทย์ศิริราช ออกโรงเตือน ปลดล็อคประเทศ ระวังเจ็บ-ตาย โควิด 19 มากกว่ารอบแรก

Publish 2020-05-28 18:13:03


วานนี้ (28/05/2563) ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่คลิปผ่านทาง Mahidol Channel ออกมาเตือนถึงการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ Covid-19 รอบ 2 มีโอกาสแน่ รอบแรกคนตายจำนวนหนึ่ง แต่รอบที่ 2 จะมีมากกว่ารอบแรก 1 เท่าตัว ถ้า 1 วันมีคนติดเชื้อ 100 คน มันกระจายไปแบบยกกำลัง 2 ไม่ได้คูณ 2




“มีคนบอกว่าผมออกมาขู่ แต่ไม่ใช่ ผมติดตามทุกประเทศ ผมมั่นใจว่ารอบ 2 มาแน่ เพราะโดยธรรมชาติมันมีโอกาสกลับเข้ามา กลับเข้ามาเราไม่ห่วง แต่ที่ผมห่วงคือ สูง หรือ ไม่สูง ถ้ากลับเข้ามาแล้วติดเชื้ออยู่หน่อยหนึ่งแล้วเรากดลงมาได้ ก็ไม่เป็นไร ถ้ามาแล้วมีการติดเชื้อ ทุกคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ตาย จะเกิดภูมิต้านทานขึ้น ถ้าภูมิต้านทานเยอะๆ จนกระทั่งครอบคลุม 2 ใน 3 ของคนไทยทั้งประเทศ โควิด อยู่ในเมืองไทยไม่ได้หรอก”

ส่วนปัจจัยที่ประเทศไทยสามารถควบคุมเชื้อโควิด-19 ได้ดีนั้น ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเพราะ 1 ปัจจัยเรื่องคน การที่เราส่งสัญญาณกับคนไทยว่า ให้อยู่บ้าน ใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ไปดูตามท้องถนน เชื่อว่าเกือบ 100 % เลย

ปัจจัยที่ 2 คือ การบริหารจัดการ ณ วันนี้เราบริหารจัดการได้ดีภายใต้ความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข รัฐบาล ฝ่ายวิชาการคือมหาวิทยาลัย

ปัจจัยที่ 3 คือการตรวจ ตรงนี้คือส่วนที่เรายังทำได้ไม่ถึงกับดีนัก ตัวเลขในอาเซียน 10 ประเทศ ที่ตรวจเยอะที่สุดในเวลานี้ คือสิงคโปร์ ตรวจไปถึง 40,000 กว่าการทดสอบ ต่อประชาชน 1 ล้านคน อันดับ 2 คือบรูไน 30,000 กว่าคน อันดับ 3 คือมาเลเซีย ประมาณ 2,000 พันกว่าการทดสอบ ของประเทศไทย 4,000 กว่าการทดสอบ จะเห็นว่าเราต่างจากที่อื่นเยอะมาก

ปัจจัยที่ 4 ตัวไวรัส ถือเป็นปัจจัยสุดท้าย มีการพูดกันเยอะมากกว่า สายพันธุ์ที่เป็นที่เราต่างจากสายพันธุ์ในอเมริกา มันแตกต่างกัน ซึ่งแตกต่างกันจริง แต่มีการยืนยันแล้วว่าความแตกต่างทางสายพันธุ์ ไม่ได้มีผลกับความรุนแรงของเชื้อ



สำหรับประเทศไทย หากมีการคลายมาตรการ Lockdown นั้น คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ทุกครั้งที่ผ่อนมาตรการ อันดับแรกเลยคือ คนจะออกจากบ้าน ทุกครั้งที่ออกจากบ้านมีโอกาสเสี่ยงกับการไปแพร่เชื้อ หรือรับเชื้อ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว คนเยอะ ๆ ไปอยู่ในร้าน 1 ร้าน ระยะห่างมันก็เป็นไปไม่ได้ เป็นความเสี่ยงตัวที่สองเพราะมันจะใกล้กันมากขึ้น เหลืออันเดียวที่ทุกคนจะต้องทำอยู่คือใส่หน้ากาก แล้วก็ล้างมือบ่อยๆ ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็ช่วยในระดับหนึ่ง ทันทีที่เราผ่อนในระยะแรก เรารู้อยู่ว่าเรื่องอยู่บ้านมันจะแย่ลงนะ เรื่องการรักษาระยะห่างมันจะแย่ลงนะ ดังนั้นเราจึงย้ำว่าเรื่องหน้ากากไม่ถอยนะ อันนี้ไม่ผ่อนนะ ทุกคนจะต้องใส่หน้ากาก และพยายามหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นกังวลคือเมื่อผ่อนมาตรการ แล้วคนเก็บกดกันเยอะ ระยะหลังนี่เริ่มเห็นแล้วว่าคนไม่ใส่หน้ากากกันบ้างเนื่องจากผับยังปิดอยู่ก็นัดกันไปสังสรรที่บ้าน เปิดผับที่บ้านเลย สังสรรค์กันที่บ้าน ดื่มเหล้ากันที่บ้าน ไม่มีใครใส่หน้ากากดื่มเหล่ากันอยู่แล้ว และดื่มเหล้าเข้าไปคงไม่มีใครกระซิบพูดเบาๆ ถ้ามีแม้แต่ 1 รายที่มีไวรัสอยู่ ก็แพร่ได้ครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวังตลอดเวลา

ส่วนบทเรียนจากการระบาดรอบ 2 จากประเทศเพื่อนบ้าน นั้น ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า เราเห็นประเทศหลายประเทศที่เกิดรอบ 2 เกาหลีใต้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เริ่มจะขึ้นรอบ 2 เขาวิ่งกลับมาคุมใหม่หมดทันที อันนี้ก็ลงแล้ว สิงคโปร์รอบแรกสิ้นสุด โอ้โห คนชื่นชมมาก เพราะมีแค่ 509 ราย ณ วันนี้ 2.6 หมื่นไปแล้ว รอบสองกับรอบแรกต่างกันเท่าไหร่เป็นสิบๆ เท่า ที่ไม่นานมานี้เราก็เห็น ฮอกไกโดเป็นเมืองท่องเที่ยว ทีนี้เขาต้องการให้เศรษฐกิจกลับมาเร็ว จึงประเทศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน พอยกเลิกภาวะฉุกเฉินก็เริ่มเปิดให้คนเข้าไปได้ พอต้น เม.ย.เปิดโรงเรียน ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ระวังมากเลยนะครับ พอเปิดโรงเรียนนักเรียนเข้ามา พอติดเชื้อโควิด ติดง่ายมากเพราะเด็กไม่แยกกันอยู่แล้ว เด็กก็เล่นกัน เด็กติดเชื้อโควิด มันเหมือนหวัด อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ พอกลับถึงบ้าน พ่อแม่มากอดอีก ก็ติดกันใหญ่ แป๊บเดียว มันเริ่มมีการกระจายใหม่ 19 มี.ค. ฮอกไกโด ยกเลิกภาวะฉุกเฉิน ต้นเม.ย.เปิดเรียน 7 เม.ย.อีก 6 วันต่อมา เกิดการแพร่กระจายที่โตเกียว และอีก 6 จังหวัดในประเทศญี่ปุ่น ต้องประกาศเป็นเขตฉุกเฉิน พอ 14 เม.ย. อาทิตย์ต่อมา ฮอกไกโด ต้องปิดเมืองใหม่ และอีก 2 วันต่อมา ญี่ปุ่นทั้งประเทศ ต้องปิดประเทศใหม่

ส่วนที่ว่า อีกนานแค่ไหน ประเทศไทย จะเหมือนเดิม นั้น ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ บอกว่า สภาวะปกติคือมีโควิด อยู่กับเรา ต้องทำใจไว้แบบนี้นะครับ มีการคำนวณไว้คร่าว ๆ ว่า 17-24 เดือน เผื่อไปเลย ปีครึ่ง ถึง 2 ปี เราจะเจอคนที่มีโควิด ก็เหมือนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A , ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เราก็เจออยู่บ้างเป็นครั้งเป็นคราวแบบเดียวกัน มันจะอยู่กับเราอีกระยะหนึ่ง มันจะหายไปหากวัคซีนออก วัคซีนคือ ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เพียงแต่เราแปลงให้เป็นระบบที่เราใส่เข้าไป ณ วันนี้คนที่ติดเชื้อไวรัสเหมือนกับถูกฉีดวัคซีน จนถึงวันนี้ทำใจไว้เลย วัคซีนจะออกมาฉีดได้บนโลกใบนี้นะ ไม่เร็วไปกว่าประมาณเดือน มี.ค.ปีหน้า

เราจะทำให้คลื่นลูกที่ 2 ไม่รุนแรงหรืออย่างไร ขึ้นกับ 3 กลุ่ม คือ ผู้บริหารประเทศ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ อันนี้จำเป็นนะท่านอย่าผ่อนคลายอะไรเร็วเกินไป ค่อยๆ ผ่อนเถอะ อันนี้เราสื่อมาหลายครั้งแล้ว ดีกว่าผ่อนไปแล้วกลับมาปิดประเทศใหม่ อย่าปกปิดความจริง ปล่อยให้ความจริงมันปรากฎดีกว่า ประชาชนไปรู้เอง ถ้าตัวเลขรัฐบาลบอกแบบหนึ่ง ประชาชนไปรู้แบบหนึ่ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สถานการณ์ UnTrust (ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ) ประชาชนจะไม่เชื่อ รัฐบาลพูดอะไร ประชาชนบอกไม่จริงหรอก คราวนี้ยุ่งแล้ว บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ

อันที่ 2 คือผู้ประกอบการ ขณะนี้ท่านมีโอกาสแล้วที่จะทำให้ธุรกิจของท่านกลับมา แต่ท่านต้องช่วยกันนะ ท่านอย่าทำใหเกิดการแพร่กระจาย โดยการทำตามกฎระเบียบที่มีการกำหนดไว้ ทุกร้านที่มีคนเข้าไปต้องใส่หน้ากาก เตรียมแอลกอฮอล์เจลเอาไว้ให้ จัดที่นั่งรักษาระยะห่าง

อันที่ 3 คือ คนไทย คนไทยทุกคนที่ไปใช้บริการต่างๆ ท่านจะต้องระวังตัวท่านเอง ต่อให้ผู้ประกอบการเขาช่วย แต่ท่านไม่ทำมันก็เกิดการแพร่กระจายอีก

3 องค์ประกอบทุกคนต้องช่วยกัน ผู้บริหารประเทศ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ผู้ประกอบการทั้งหลาย แล้วก็ผู้ใช้บริการ คือคนไทยทั้งประเทศ



ขอบคุณคลิปจาก Mahidol Channel มหิดล แชนแนล




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;