กรมขนส่งฯสุ่มตรวจรถโดยสารสาธารณะ พบทำผิด 837 คัน

กรมขนส่งฯสุ่มตรวจรถโดยสารสาธารณะ พบทำผิด 837 คัน

Publish 2019-07-23 13:51:25


ผลการลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ภายในพื้นที่เขตกทม. และปริมณฑล ประจำเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกได้สุ่มตรวจรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ รถแท็กซี่ รถตู้โดยสาร และรถจยย. รับจ้าง รวมทั้งสิ้น 15,464 คัน พบการกระทำความผิด 837 คัน มีรายละเอียดการกระทำความผิด คือ



รถแท็กซี่ สุ่มตรวจสอบจำนวน 7,323 คัน พบกระทำความผิด 461 คัน ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง จำนวน 181 คัน ใช้รถไม่ตรวจสอบมิเตอร์ตามที่กำหนด จำนวน 80 คัน ฝ่าฝืนใช้รถไม่จดทะเบียน (รถแท็กซี่ป้ายแดง) จำนวน 41 คัน นำรถแท็กซี่หมดอายุมาให้บริการ จำนวน 36 คัน เป็นต้น

รถตู้โดยสารสาธารณะ สุ่มตรวจสอบจำนวน 5,967 คัน พบการกระทำความผิดจำนวน 183คัน ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ อุปกรณ์ส่วนควบของตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรง จำนวน 28 คัน บรรทุกผู้โดยสารเกิน จำนวน 21 คัน นำรถออกนอกเส้นทาง จำนวน 12 คัน เพิ่มจำนวนเบาะที่นั่งเกินที่กฎหมายกำหนดจำนวน 9 คน เป็นต้น

รถจยย. สุ่มตรวจสอบจำนวน 2,174 คัน ซึ่งเป็นการตรวจสอบรถจยย. สาธารณะที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 321 คัน พบการกระทำความผิดรวม 14 คัน มีความผิด ได้แก่ ใช้รถไม่ชำระภาษี จำนวน 7 คัน ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ จำนวน 6 คัน ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงจำนวน 1 คัน เป็นต้น



ทั้งนี้ ทางกรมการขนส่งทางบกยังได้เพิ่มมาตรการสุ่มตรวจสอบรถจยย. ส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการลักลอบนำรถจยย. ส่วนบุคคลมาให้บริการรับส่งผู้โดยสารอย่างผิดกฎหมาย จำนวนทั้งสิ้น 1,853 คัน พบการกระทำความผิด ทั้งหมดจำนวน 179 คัน ในจำนวนนี้ได้พบการลักลอบนำรถจยย. ส่วนบุคคลมารับจ้างรับส่งผู้โดยสารเองด้วย จำนวน 154 คัน

สำหรับบทลงโทษผู้ที่นำรถจยย. ส่วนบุคคลมารับจ้างได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 23/1 ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะดำเนินการลงโทษตามกฎหมายสูงสุดทุกราย รวมถึงส่งตัวเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการ และบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ หากพบการกระทำความผิดซ้ำซากพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที


ขอบคุณ js100



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สมิตา ขุมทรัพย์
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์