หนุ่มไทยเล่าประสบการณ์ ทำงานบนเรือสำราญอเมริกา เหมือนได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก แถมยังนำเพลงกาพย์เห่เรือร้องให้เพื่อนร่วมอาชีพได้ฟัง (คลิป)

Publish 2019-01-18 12:03:05


เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นวิถีชีวิตการท่องเที่ยวบนเรือสำราญ จากภาพยนตร์เรื่องดังมาไม่มากก็น้อย บนเรือลำใหญ่สุดหรูหรา เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย จนเหมือนเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่หนึ่งหลังเลยก็ว่าได้ การท่องเที่ยวแบบล่องเรือได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรป และอาชีพลูกเรือให้บริการบนเรือสำราญก็เป็นความฝันของใครหลายใคร ที่อยากไปยืนอยู่จุดนั้น ด้วยเงินตอบแทนที่คุ้มค่า และเหมือนได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก 



ล่าสุดก็มีหนุ่มลูกเรือชาวไทย ที่ไปทำงานบนเรือสำราญสุดหรู เนื่องจากเคยเป็นไกด์นำเที่ยวมาก่อน เรื่องภาษาจึงไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะต้องทำงานกับคนหลากหลายประเทศ โดยเขาเล่าว่า " สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม ให้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่อาจหาได้ที่ไหนอีกแล้ว มีทั้งทุกข์(มากก) สุข (นิดนึง ฮ่าๆ) นั่นคือการทำงานบนเรือสำราญ อาชีพในฝันของคนหลายต่อหลายคน ได้ทำงานเมืองนอก ได้เที่ยวรอบโลก ตื่นมาเรือก็พาไปประเทศใหม่แล้ว น่าอิจฉาจัง กระทู้นี้จึงเป็นกระทู้พลีชีพที่ผมอยากจะมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นแนวทางหากใครอยากจะไปทำงานเรือสำราญ

 

การผจญภัยของผมเริ่มต้นมาจาก ก่อนที่จะตัดสินใจไปทำงานบนเรือสำราญ ผมเป็นมัคคุเทศก์หรือว่าไกด์นำเที่ยวนั่นเอง ทำมาเกือบสิบปี จนอยู่มาวันนึงความเบื่อหน่ายหลายประการกับสิ่งที่ทำมาเกือบสิบปีได้ผลักดันให้ผมหาวิถีทางใหม่ จึงได้ไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเพื่อนของผมคนนี้ทำงานบนเรือสำราญมาก่อนผมและทำมานานแล้วเกือบสิบปีเป็นบาริสต้า

 

เพื่อนผมคนนี้ได้เล่าทุกอย่างเกี่ยวกับงานนี้อย่างหมดเปลือก นั่นคืองานบนเรือน่ะ คนในอยากออก(มาก) คนนอกก็อยากเข้า(มาก)เช่นกัน เวลาที่คนลงรูปในเฟซบุ๊คอะไรก็แล้วแต่ ก็มีแต่รูปที่ได้ไปเที่ยว ไม่เหมือนไปทำงานเลย ซึ่งนั่นคือเรื่องที่...ผิด"

 


ผมสมัครไปเป็นบริกรในห้องอาหาร เพราะตำแหน่งนี้รับเยอะและมีโอกาสติดสูงมากกว่าตำแหน่งอื่น ซึ่งผมก็ได้ตำแหน่งนี้จริงๆ แต่ใช่ว่าปุบปับจะไปได้เลยนะครับ ทุกอย่างมันย่อมมีขั้นตอน ซึ่งจะไปทำงานที่อเมริกาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ผมใช้เวลาในการวิ่งเต้นเอกสารทั้งหมดประมาณครึ่งปีได้ หากเป็นคนที่ทำงานประจำ นั่งออฟฟิศทั่วไปคงจะลำบาก เพราะต้องวิ่งเต้นหลายอย่าง ทั้งเรื่องอบรมก่อนลงเรือ วิ่งเอกสารในเวลาทำการ วีซ่า ตรวจร่างกาย และอีกมากมายจิปาถะมาก แต่ผมเป็นไกด์อิสระที่ไม่ได้ทำประจำให้กับบริษัทเดียวจึงได้เปรียบคนอื่นหน่อยนึง


ก่อนอื่นเลยหากคุณต้องการจะทำงานบนเรือ คุณต้องสมัครก่อนแน่นอน แต่จะสมัครที่ไหนล่ะ? เรื่องนั้นหาเองนะครับ เดี๋ยวจะพาดพิง

 

ทางบริษัทจะมีข้อสอบวัดความรู้ให้ทำ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เมื่อคุณผ่านขั้นตอนนั้นมาได้ ขั้นตอนต่อไปคือการสัมภาษณ์ ซึ่งจะแยกออกเป็นสองรอบ และหากท่านผ่านการสัมภาษณ์ทั้งสองรอบแล้ว คุณจะต้องไปเข้าคอร์อบรมวิชาความรู้เกี่ยวกับเรือ จำได้ลางๆ ว่าต้องไปเข้าห้องเรียนประมาณอาทิตย์นึง หลังจากนั้นคุณจะได้ใบประกาศนียบัตรจากสถาบัน ขั้นตอนต่อไปคุณจะต้องไปตรวจร่างกาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุด Climax ของเรื่องนี้เลย ฮ่าๆๆ เพราะผมทำให้ผู้อำนวยการของโรงพยาบาลนึงต้องออกมาขอโทษเลยทีเดียว

 

คือก่อนที่คุณจะลงเรือ ทางเรือจะต้องมั่นใจว่าคุณสะอาด นั่นหมายความว่าเขาจะตรวจทั้งร่างกาย หัวจรดเท้า ตรวจทั้งเลือด ปัสวะ ตวามดัน บลาๆๆ ซึ่งทางบริษัทตัวแทนของทางเรือแจ้งมาว่าคุณจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลนี้ แห่งนี้เท่านั้นในกรุงเทพ ไม่ว่าคุณจะอยู่เชียงใหม่หรืออยู่หาดใหญ่ คุณก็ต้องเดินทางมาที่นี่เท่านั้น ในความเป็นจริงการตรวจร่างกายอาจจะไม่เสร็จภายในครั้งเดียวด้วยซ้ำ

 

กลับมาที่การตรวจร่างกายของผมแล้วกันนะครับ ตอนนั้นผมก็เดินทางไปที่โรงพยาบาลแห่งนี้ที่เขาแจ้งมา ต้องอดข้าวไปก่อนเหมือนการตรวจแบบทั่วไป หลังจากการตรวจ ทางพยาบาลก็แจ้งว่าให้ผมไปทานข้าวได้แล้วกลับมาฟังผลในอีกหนึ่งชั่วโมง พอผ่านไปหนึ่งชั่วโมงผมก็กลับไป เขาได้ส่งผมเข้าห้องเพื่อพบหมอคนเดิมที่ตรวจผม หมอแจ้งผมว่าเลือดของผมมีโอกาสติดเชื้อสูงมาก นั่นคือเชื้อ Thalassemia และ Syphilis ผมก็อ้าปากค้าง หน้าซีด ช๊อกมาก แล้วผมก็ถามกลับว่า ผมเนี่ยนะมีเชื้อที่ว่ามา ผมเคยบริจาคเลือด แล้วผมจะเป็น Thalassemia ได้ยังไง แล้วผมก็ไม่ได้มั่วไปทั่วด้วย 555 หากผลตรวจของคุณมีปัญหา การตรวจซ้ำไปซ้ำมา จ่ายค่าตรวจเพิ่ม ไปๆมาๆโรคอาจจะหายไปเองก็ได้ เดี๋ยวนะ 555 และตับผมก็มีปัญหา ต้องเอกซ์เรย์อีกรอบ และต้องจ่ายเพิ่มอีก เฮ้อ...

 

หลังจากที่ผมฟังผลตรวจแล้ว ยอมรับว่าผมเครียดมาก เพราะผมมานั่งใคร่ครวญคิดแล้วคิดอีกว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราติดโรคเหรอ เฮ้ย...ตอนไหนวะ? กลายเป็นว่าผมอยู่ในภาวะวิตกกังวลเลย แต่พอคิดไปคิดมา ผมก็ฟันธงว่ายังไงผมก็ไม่เชื่อเด็ดขาด ผมจะไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอื่นแล้วเอาผลตรวจมายัน แต่ตอนนั้นผมทานข้าวไปแล้วตอนที่รอผลตรวจ วันนั้นจึงทำอะไรไม่ได้ ต้องรอวันต่อไป

 

รุ่งขึ้นผมก็ไปตรวจเลือดกับอีกสองโรงพยาบาล ผลออกมาปรากฏว่าเลือดผมมีสุขภาพดีมาก ไม่มีวี่แววว่าจะติดเชื้ออะไรเลย วันนั้นผมเลยกลับไปที่โรงพยาบาลแรกอีกรอบเพื่อเอาผลตรวจไปยัน หลังจากนั้นผมก็นั่งยันนอนยันกับทางโรงพยาบาลและจะเอาเรื่อง จนในที่สุดทางโรงพยาบาลจึงเอาเลือดไปตรวจอีกรอบและผลออกมาคือ...ไม่ติดเชื้อ สุขภาพดีจ้า  ตัดภาพมาที่งานเรือเหมือนเดิม 555 ขั้นตอนต่อไปก็คือการขอวีซ่ากับทางสถานฑูตอเมริกา ซึ่งออกง่ายมากเพราะขอผ่านทางบริษัทตัวแทนเรือ เมื่อเอกสารทุกอย่างครบ ใจพร้อม กายพร้อม รออะไรล่ะ...ไปสิ ไปอเมริกากัน เย้! ติดตามตอนต่อไปแล้วกันนะครับ ขอกลับบ้านก่อน มาทำให้อยากแล้วจากไป 555

 

เมื่อเอกสารพร้อม ใจพร้อม กายพร้อม ก็ไปกันเลยสิครับ ไปอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ  ภาพข้างบนเป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น 555 ผมได้ตั๋วเครื่องบินจากทางบริษัทเรือ 

 



ช่วงที่หนึ่ง Bangkok - Doha (Qatar) - Miami
ช่วงที่สอง Miami - Atlanta - Norfolk

 

เหตุที่มีการบินสองช่วงนั้นเนื่องจาก ช่วงแรกบริษัทได้ออกตั๋วให้บินไปลงที่ไมอามี่ แต่...ในใบจ๊อบจากทางบริษัทระบุว่าผมต้องไปลงที่ Norfolk ดังนั้นการเหยียบเท้าเข้าสู่ผืนแผ่นดินอเมริกาจึงกลายเป็นการได้เข้าห้องเย็น 555 เจ้าหน้าที่ได้ถามผมว่า ในจดหมายคุณ คุณต้องไปที่ Norfolk แล้วคุณบินมาที่ Miami ทำไม...ตอบ ไอ้ผมก็ไม่เคยมาอเมริกาเลย ออกจะประหม่านิดๆ ในใจก็คิดว่า อ้าว...ก็เขาส่งมาที่นี่นี่ ก็ไปถามกันเองสิว้อย

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้โทรไปถามกับทางบริษัทเรือและได้คำตอบว่าให้ผมผ่านได้ โล่งออก...555 ผมอยู่ในห้องนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะได้ วันนั้นหลังจากที่ออกมาจากสนามบิน เดินทางไปที่โรงแรมที่พัก กินข้าว อาบน้ำเสร็จก็เกือบๆ 3-4 ทุ่ม คืนนั้นผมก็ได้จดหมายจากทางบริษัทเรือ แจ้งว่าผมต้องบินต่อไปยัง Atlanta - Norfolk ตอนตีสี่

 

ป๊าดด...มันจะไม่ให้พักเลยเหรอวะ เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องไป วันรุ่งขึ้นก็ได้บินไปตามที่ทางบริษัทบัญชามา พอมาถึงที่ท่าเรือเมือง Norfolk ภาพที่เห็นคือ โหวววว...เนี่ยหรือคือเรือสำราญ ใหญ่มาก

 

เรือลำแรกของผม เป็นเรือที่จุผู้โดยสารได้ประมาณ 3000-4000 คน ลูกเรืออีก 1000 กว่าคน เรือนี้จึงเป็นเหมือนครอบครัวขนาดไซส์ XL

 

เมื่อผมได้เข้าไปในเรือ สิ่งแรกคือการรวมตัวกันของเหล่าลูกเรือ ทั้งคนเก่าและคนใหม่ ลูกเรือทั้งหมดมาจากต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ต่างความเชื่อ ซึ่งรวมแล้วมาจากประมาณ 70 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่ตามมานั่นคือ Culture Shock ซึ่งจะพูดในครั้งต่อไป

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ HR ก็ได้เรียกให้ทุกคนส่งมอบเอกสารและเซ็นสัญญา การเซ็นสัญญานั้น เราจะยังไม่รู้วันที่เราจะกลับบ้าน โดยส่วนใหญ่สัญญา 1 รอบ จะยาวประมาณ 7-9 เดือน ภายใน 7-9 เดือนนี้ต้องทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด ทำงานวันละ 10 ชั่วโมง (ตามตารางงานในกระดาษ) แต่เอาเข้าจริงเกิน 10 ชั่วโมงทุกวันแหละครับ ซึ่งถ้าเกินมาก็ไม่มี OT นะครับ ทำฟรี บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมไม่เข้าไปคุยกับหัวหน้าหรือ HR ให้รู้เรื่องว่าทำงานเกินแต่ไม่มี OT นั่นคือถ้า...หัวหน้าไม่เห็นด้วย แล้วเห็นว่างานแค่นี้เอง เกินไปแค่ 1-3 ชั่วโมงเอง ช่วยๆกันสิ สิ่งที่ตามมาคือ Hard Time จะกลับมาสู่คุณ หรือจะเป็น HR ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ เรือเป็นการทำงานแบบปิด วนไปวนมา

 

ทั้งเรือรู้จักกัน เจอหน้ากันทุกวัน ทำงานด้วยกันทุกวัน หากมีปัญหากับใคร ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน ย่อมไม่ใช่สิ่งดีแน่นอน ดังนั้น...หากปล่อยวางได้ก็จงปล่อยวางซะ แม้ว่ามันยากเหลือเกินก็ตาม เอาตรงๆการไปทำงานเรือสำราญในอเมริกา มันก็คือการไปค้าแรงงานต่างแดน ไปเป็นคนต่างด้าวให้เขาเอารัดเอาเปรียบแหละครับ พูดไม่ได้ ฟ้องไม่ได้ บางครั้งก็ต้องทนก้มหน้าก้มตาไป แต่หัวหน้าดีๆก็มีนะครับ แม้ว่ามันจะหายากเสียเหลือเกิน 555

 

หากจะบอกว่าไม่มีวันหยุดเลยก็ฟังดูโหดร้ายเกินไปกับการทำงานทุกวันตลอด 7-9 เดือน จริงๆแล้วมันมีวันหยุดครับ หยุดแบบกึ่งๆ เอ๊ะยังไง?

 

ภายใน 1 ครูส (Cruise) คือการรับแขกจากท่าออกไปเที่ยวแล้วกลับไปยังท่าเดิมแล้วแขกลงเรือไป นั่นคือ 1 ครูส
ภายใน 1 ครูสจะมีช่วงเวลาที่เราสามารถหยุดและออกไปเที่ยวนอกเรือ (หากช่วงนั้นเรือจอดท่านะ) 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น ผมทำงานแผนกห้องอาหาร ตอนเช้าต้องไปทำบุฟเฟ่ตอนเช้าตั้งแต่ประมาณ 7-8 โมงถึง 10 โมง แล้วไม่ต้องมาทำอาหารกลางวัน แล้วกลับมาทำอาหารเย็นเลยประมาณ 4 โมงครึ่ง หรือหากช่วงนั้นหยุดแต่จะมีการซ้อมหนีภัย ซึ่งจะมีซ้อมทุกครูส 1 วัน แล้วตรงกับช่วงที่คุณหยุดพอดี คุณ...ก็...ต้อง...ไป...ซ้อมครับ ออกนอกเรือไม่ได้  555 เจ็บปวด

 

กลับมาที่ห้องเซ็นสัญญาต่อนะครับ เมื่อผมยื่นเอกสารและเซ็นสัญญาแล้ว ทางบริษัทก็ได้แจกชุดยูนิฟอร์ม รุ่นของผม ชุดทั้งหมดไม่ฟรีนะครับ ประมาณ 5000 บาท ซึ่งเขาจะหักออกจากเงินเดือน แต่รุ่นต่อมาหลังผมประมาณ 1 ปี ทางบริษัทเปลี่ยนเป็นแจกพนักงานฟรี โอ้ย...เจ็บปวดอีกแล้ว 555

 

พอรับชุดเสร็จก็...เข้าห้องแล้วแต่งตัวออกมาเลย แล้วทำงานเลยนะ ห๊ะ!!! ทำงานเลย โห...นี่ตั้งแต่บินมาจากไทย จนเข้าที่พักที่ไมอามี่ เพิ่งได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมงเอง อะไรมันจะใช้คุ้มปานนั้น ป๊าดดด ตอนนี้ฝนตกแรงมากเลยครับ เดี๋ยวฝนหยุดจะมาต่อนะครับ เสียวฟ้า 555


ในภาคที่แล้วผมได้พูดถึงเรื่องราวต่างๆในภาพรวมเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้ามาทำงานบนเรือ กว่าจะได้ยืนบนเรือลำยักษ์ การปรับตัวเข้าสู่สังคมเรือ และอื่นๆอีกมากมาย แต่มาคราวนี้เรามาสานต่อเรื่องราวในเบื้องลึกกันดีกว่าครับ ลึกขนาดไหน หลายคนคงอาจจะสงสัยแต่ไม่รู้จะถามใครว่าชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือนั้นเป็นอย่างไร วันนี้เรามาดูไปพร้อมกันเลยครับผม

 

อาหารการกินนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ผมก็เคยเป็นคนหนึ่งที่เคยพูดแน่ชัดกับตัวเองว่าผมเป็นคนกินง่ายก่อนที่จะไปทำงานเรือ อย่างที่เล่าไว้เมื่อภาคที่แล้วว่าผมไปทำงานทั้งหมดสองรอบคือ 2 สัญญานั่นเอง รอบแรกผมไม่ได้เอาอาหารยังชีพไปจากไทยเลย เพราะผมกลัวว่าจะมีปัญหากับทางศุลกากรของฝั่งสหรัฐ ยิ่งไม่เคยไปสหรัฐด้วย เลยออกจะขอแบบปลอดภัยไว้ไก่อนโดยการไม่เอาอาหารไป และอย่างที่บอกว่าผมเชื่อมั่นในลิ้นจระเข้ของผม 555 

 

นั่นคือสิ่งที่คิด...แต่ความเป็นจริงคือ อาหารบนเรือมีความหลากหลายครับ ในหนึ่งเดือนเขาจะมีการจัดรายการอาหารไว้เลยว่าวันนี้จะทำอะไรให้ลูกเรือกินกัน แต่ลูกเรืออย่างเราอยู่กันบนเรือเป็นเดือนๆ หลายๆเดือน ทำให้พอเราเจอหน้าตาอาหารแบบเดิม เราก็เกิดอารมณ์แบบ...อีกแล้วเหรอเนี่ย เฮ้อ อาหารมันจะวนครับ พอนานๆทีมันก็จะกลับมาสู่อาหารเดิมๆแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 


อาหารที่ห้องอาหารพนักงานนั้นจะเป็นแบบอาหารนานาชาติ เป็นแบบบุฟเฟ่ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีอาหารจากทั่วทุกมุมโลกมาให้ได้ลิ้มชิมรสกันอย่างเพลิดเพลิน รวมทั้ง...อาหารไทย เหอๆๆ ผมยังจำมื้อแรก คำแรกที่ผมได้ลองอาหารไทยบนเรือ มันคือต้มยำกุ้ง แต่เป็นต้มยำกุ้งเวอร์ชั่นเรือสำราญ วินาทีแรกที่ตักต้มยำกุ้งเข้าปาก ผมนี่ตาพริ้มเลยทีเดียว คืออธิบายรสชาติไม่ถูก 555 มันคืออะไรแว๊

 

เนื่องจากบนเรือไม่มีพ่อครัวชาวไทยเลย อาจจะมีแต่เท่าที่ผมทำมาสองรอบ ผมไม่เจอพี่คนไทยที่ทำตำแหน่งพ่อครัวเลย ส่วนใหญ่จะมาจากอินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ดังนั้นบางคนอาจจะตั้งคำถามว่าจะมาคาดหวังอะไรกันนักหนากับรสชาติอาหารไทยแท้ และเรื่องราวต่อไปนี้คือหนึ่งตัวอย่างหายนะของอาหารไทยบนเรือสำราญครับ

 

ทุกเดือนบนเรือเขาจะมีการจัดปาร์ตีประจำเดือน เพื่อให้ลูกเรือได้ผ่อนคลายจากการทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ซึ่งคืนนั้นทางเรือได้จัดอาหารนานาชาติ อาหารไทยของค่ำคืนนั้นคือส้มตำ ผมและพี่ๆคนไทยต่างก็ดีใจกันยกใหญ่ เพราะคิดถึงอาหารไทย ต่างก็จ้วงส้มตำกันอย่างไม่คิดชีวิตแล้วมานั่งรวมโต๊ะกัน จากนั้นเมื่อทุกคนใส่ส้มตำเข้าปาก ทุกคนได้แต่มองหน้ากัน พร้อมทั้งเขี่ยจานส้มตำทิ้งกันหมด 555 มันเกิดอะไรขึ้น?

 

ส่วนประกอบหลักของส้มตำวันนั้นคือ...น้ำจิ้มไก่แบบไทย แบบที่บ้านเรากินกันเนี่ยแหละครับ 555 ลองนึกภาพตามนะเพื่อนๆ เส้นมะละกอกรุบกรอบ คลุกเคล้ากับน้ำจิ้มไก่จากไทยแลนด์ แหม...มันช่างอร่อยเกินบรรยาย 555 โอ้ยอร่อยจนน้ำตาจะเล็ดกันเลยทีเดียว

 

อีกหนึ่งทางออกของลูกเรือคนไทยเมื่อนึกถึงอาหารบ้านเกิดนั่นคือการออกไปหาอาหารเอเชียกินกันที่ข้างนอกเรือ บางที่ก็มีอาหารไทย บางที่อาจจะเป็นอาหารจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียก็พอแก้ขัดได้บ้าง โดยข้าวราดแกงสองอย่าง หรือข้าวผัด 1 จาน สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 15-16 ดอลล่า หรือประมาณ 480-520 บาทโดยประมาณ และเหนือสิ่งอื่นใดที่ลูกเรือต้องการนั่นคือไวไฟฟรีข้างนอกเรือ 


บนเรือไม่มีไวไฟเหรอ? มีครับ แต่เป็นไวไฟที่ใช้การอะไรไม่ได้เลย ย้ำว่า...ไม่ได้เลย และไม่ได้ฟรีนะครับ จะมีเป็นแพ็คเกจหลากหลายราคา แต่รวมๆคือค่อนข้างจะแพง และกากมาก เหตุที่ไวไฟบนเรือกากสุดๆนั้น เนื่องจากบนเรือมีจำนวนคนใช้ไวไฟเยอะมาก เฉพาะลูกเรือก็ปาเข้าไปเกินหนึ่งพันคนแล้ว ดังนั้นเรื่องจะดูยูทูป ฝังดินไปได้เลย แค่จะดูรูปบนเฟซบุ๊ค รอเป็นนาทีรูปยังไม่มาเลย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมลูกเรือถึงถวิลหาไวไฟกันเสียเหลือเกิน


บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า โห...ไปทำงานบนเรือแบบนี้ กลับมาซื้อบ้านซื้อรถเงินสดได้เลยล่ะสิ ผมขอตอบว่า จริง และ ไม่จริงครับ มันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่คุณทำ ถ้าคุณทำแผนกเครื่องดื่มก็มีสิทธิ์อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นแผนกห้องอาหารแบบผม ยิ่งเพิ่งจะเริ่มต้นทำงานตำแหน่งล่างๆแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ อาจจะได้เงินก้อนสักก้อน แต่คงไม่พอจะไปซื้อรถซื้อบ้านขนาดนั้นหรอกครับ

 

เงินเดือนเยอะมั้ย? ผมขอตอบแทนตำแหน่งผมนะครับ ตำแหน่งห้องอาหารเงินเดือนก็ดี หากแต่คุณจะต้องเป็นหัวหน้าบริกรมือหนึ่ง ซึ่งผมได้เล่าไว้แล้วในภาคที่แล้วว่าแผนกห้องอาหารจะมีการแบ่งซอยตำแหน่งแบบถี่ยิบ ซึงกว่าคุณจะก้าวไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของห้องอาหารในตำแหน่งบริกรมือหนึ่งนั้น ย่อมใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่าทำมาหลายปีแล้วคุณจะได้ขึ้นตามลำดับ แต่เขาจะมีการวัดระดับความรู้ทางอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คุณต้องรู้ว่าแขกที่แพ้อาหารแต่ละประเภททานอะไรได้หรือไม่ได้ อาหารแต่ละจานมีส่วนผสมอะไรบ้าง คุณต้องรู้หมดทุกสิ่ง

 

บนเรือไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่นอน การซักเสื้อผ้า ทุกอย่างแทบจะฟรีหมด ดังนั้นหากแม้เงินเดือนคุณอาจจะไม่ได้มากมายนัก หากเปรียบเทียบว่าคุณไปทำงานที่อเมริกา แต่เมื่อหักลบรายจ่าย ทุกอย่างแทบเป็นศูนย์เลยทีเดียว จะมีแค่ค่าไวไฟเท่านั้นที่ลูกเรือจำเป็นต้องซื้อ ไม่งั้นขาดใจ แม้ว่ามันจะกากขนาดไหนก็ตามก็จะซื้อ 555

 

การนอนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ห้องนอนของลูกเรือนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามประเภทของเรือและขนาดของเรือ แต่โดยภาพรวมห้องนอน 1 ห้องนอนนั้นจะนอนกันประมาณ 2 คน คือเตียงบนและเตียงล่าง โดยมีห้องน้ำอยู่ระหว่างสองห้อง กล่าวคือห้องนอน 2 ห้อง ห้องละ 2 คน รวมเป็น 4 คน จะใช้ห้องน้ำ 1 ห้องร่วมกัน โดยจะเป็นห้องน้ำที่อยู่กึ่งกลาง สามารถเปิดได้จากทั้ง 2 ฝั่งนั่นเอง แต่ถ้าเป็นเรือขนาดเล็กลงมา ห้องน้ำอาจเป็นห้องน้ำรวมที่ใช้ร่วมกันทั้งเรือ

 

การซักผ้า ทางเรือเขาจะมีบริการซักเสื้อให้กับลูกเรือฟรี โดยการส่งไปที่แผนกซักรีด แต่ส่วนใหญ่ลูกเรือจะนิยมซักเองเนื่องจากต้องใช้เวลา 2-3 วันกว่าชุดจะเสร็จ บางทีชุดสลับกันแล้วหายก็มีในบางครั้ง

 

เครื่องซักผ้า ทางเรือมีให้ลูกเรือใช้ฟรี ผงซักฟอกก็ฟรี น้ำยาปรับผ้านุ่มก็ฟรี แต่ลูกเรือเรามีกี่คนครับ ประมาณพันกว่าคน แต่เครื่องซักผ้ามีประมาณ 10 เครื่อง ซึ่งใน 10 เครื่องนี้อาจจะเสียไปอีก 3 เครื่อง เหลือใช้จริงๆไม่กี่เครื่องหรอกครับ ดังนั้นศึกแย่งชิงเครื่องซักผ้าบนเรือสำราญจึงอุบัติขึ้น ใครมาก่อนได้เปรียบ ใครซักเสร็จแล้วไม่มาเอาเสื้อผ้าออกจากเครื่อง เสื้อใน กางเกงในของคุณก็อาจจะกองอยู่บนโต๊ะข้างๆ 555 บางทีต้องเดินไปดักเครื่องหลายรอบกว่าจะได้ ก็นั่นแหละครับท่านผู้ชม ของฟรีนี่นา


เรื่องราวนั้นก็ยังคงเกี่ยวข้องการการทำงานและใช้ชีวิตบนเรือสำราญเช่นเคย หากยังไม่เบื่อกันนะครับ 555 แต่หากเป็นเรื่องราวที่เป็นมุมเล็กๆที่ผมรู้สึกว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจ

 

การทำงานบนเรือสำราญแน่นอนอย่างที่ผมเคยเล่าว่ามันทำแบบระยะยาว หลายเดือน ไม่มีวันหยุด ทำทุกวันประมาณ 7-9 เดือนบนเรือ ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มีกิจกรรมอะไรเลยบนเรือ ลูกเรือทุกคงคงเฉาตายแน่ๆ ทางแผนกบุคคลจึงเป็นแผนกที่จะต้องจัดหากิจกรรมต่างๆมาให้กับลูกเรือได้เข้าร่วมและผ่อนคลายจาการทำงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นงานปาร์ตี้สังสรรค์ การจัดอาหารในธีมต่างๆแบบนานาชาติเพื่อไม่ให้ลูกเรือเกิดอาการเบื่ออาหาร การจัดกิจกรรมคาสิโนในหมู่ลูกเรือ เนื่องจากลูกเรือไม่อนุญาตให้ไปเล่นคาสิโนบนเรือ เพราะมีการแบ่งพื้นที่ระหว่างลูกเรือกับแขก และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่ผมไม่เคยพลาดที่จะเข้าร่วมนั่นคือการโชว์ความสามารถพิเศษ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีแต่อยากโชว์ 555

 

ผมเชื่อเสมอว่าการที่เราไปทำงานบนเรือสำราญ เรือที่มีเพื่อนๆมาจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 60 ประเทศนั้น การโชว์ความสามารถพิเศษจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก เหอๆๆ ออกแนวยัดเยียด

 

ในการทำงานบนเรือสำราญในปี 2016 และ 2017 ของผมนั้น ทางเรือได้จัดกิจกรรมคล้ายๆกันทั้งสองรอบ แต่ผมจะขอเล่ากิจกรรมในปี 2016 เนื่องจากผมได้พาวัฒนธรรมไทยสู๋พี่น้องชาวเรือนั่นเอง

 

กิจกรรมครั้งนั้นจัดกันเฉพาะในหมู่ลูกเรือ ไม่มีแขกมาเข้าร่วม โดยจัดที่โรงละครใหญ่ในเรือสำราญ ทางเรือได้เปิดโอกาสให้ลูกเรือทุกคนที่มีความสามารถเข้าร่วมได้ สามารถทำอะไรก็ได้บนเวที ประมาณ Thailand's Got Talent ซึ่งผมก็ลงชื่อเข้าร่วมทันทีที่ทราบข่าว

 

ทางเรือได้ให้เวลาในการฝึกซ้อมประมาณ 1 อาทิตย์เท่านั้น ซึ่งใน 1 อาทิตย์ ลูกเรือแต่ละคนก็หาเวลาฝึกซ้อมกับสถานที่ฝึกซ้อมยากเสียเหลือเกิน ตอนนั้นผมเลือกที่จะร้องเพลงไทย มีคนไทยบางคนบอกว่าทำไมไม่ร้องเพลงภาษาอังกฤษ ร้องเพลงไทยใครจะไปเข้าใจ แต่ผมคิดว่ามันจะมีโอกาสสักกี่ครั้งกันที่ชาวต่างชาติจะได้ยินเพลงไทย จริงมั้ยครับ

 

พอถึงวันงาน มีลูกเรือมากหน้าหลายตามาเข้าร่วมกิจกรรมนี้กันอย่างมากมาย หลายแผนก หลายชนชาติ ประมาณ 10 คนน่าจะได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย นอกนั้นก็ประปรายคือมีเนปาล และผมคนไทยคนเดียวของงานนี้ หน้าตาของประเทศชาติ 555

 

การแสดงของแต่ละคนก็เริ่มต้นขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการร้องเพลง ทั้งร้องเพลงภาษาอังกฤษ และเพลงภาษาของแต่ละคน การแสดงระบำกังฟูโดยหนุ่มชาวบาหลี การเป่าขลุ่ยบาหลีโดยหนุ่มชาวบาหลีเช่นเดียวกัน ผมบอกได้เลยว่าคนบาหลีเป็นคนที่รักษาขนบธรรมเนียมของเขามากกก เพราะเวลาอยู่บนเรือ เมื่อถึงเวลาที่มีเทศกาลสำคัญ เขาจะรวมตัวกันจัดเทศกาลร่วมกันเสมอ คนไทยก็ไม่น้อยหน้าครับ เรามีการจัดเทศกาลสงกรานต์บนเรือเช่นเดียวกัน โดยคนบาหลีเขาจะภูมิใจมากที่ได้โชว์ศิลปะวัฒนธรรมของเขาออกมา ผมเคยคุยกับคนอินโดนีเซียที่ไม่ได้มาจากบาหลี เขาบอกว่าแอบหมั่นไส้คนบาหลี เพราะเขาออกแนวหยิ่งและทรนงในความเป็นชนชาติบาหลีของเขาเองเกินไป 555

 

ตอนนั้นผมได้แสดงเป็นคนที่ 4 หรือ 5 เนี่ยแหละครับ ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะผมร้างเวทีมานาน คือเมื่อก่อนอาชีพเก่าของผมตอนอยู่ที่ประเทศไทย ผมเคยเป็นไกด์นำเที่ยว ซึ่งรวมไปถึงเป็นพิธีกร นำกิจกรรม ร้องเพลงให้แขกฟัง จึงไม่ตื่นเวทีเลย แต่ตอนเนี้ย...ตื่นเต้นมาก 555

 


ผมได้นำเพลงไทยสตริงไปร้อง 1 เพลง แต่จุดที่อยากจะนำเสนออยู่ที่เพลงปิดท้ายครับ ผมเลือกเอาบทประพันธ์กาพย์เห่เรือกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคมา 1 บท เป็นบทชมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ถามว่าผมร้องเพลงไทยเดิมเก่งกาจอะไรมั้ย ก็ต้องตอบว่าไม่เลยครับ แต่อารมณ์ตอนนั้นคือภูมิใจมากกว่าที่เป็นคนไทย ภูมิใจที่ชาติของเรามีวัฒนธรรมที่โดดเด่นมากจนต่างชาติต้องหันกลับมามอง ผมขออนุญาตแนบไฟล์วีดีโอการร้องเห่เรือของงานวันนั้นที่ลิงค์ด้านล่างครับ

 

 

 

 


 

ขอบคุณเว็บไซต์ : pantip.com



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล