ทนายเดชา ฝากถึง แม่น้องซูลุยผิว ข้องใจผลชันสูตรเสียชีวิต กล่าวหาผู้อื่นไม่มีหลักฐาน อาจต้องโทษอาญา

"ทนายเดชา" ฝากถึง "แม่น้องซูลุยผิว" ข้องใจผลชันสูตรเสียชีวิต กล่าวหาผู้อื่นไม่มีหลักฐาน อาจต้องโทษอาญา

Publish 2018-12-27 00:36:01

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้มีการค้นหา ด.ช.ซูลุยผิว อายุ 2 ขวบ ชาวพม่า หลังหายตัวเข้าไปในไร่อ้อย พื้นที่หมู่ 9 ต.สระพังลาน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งล่าสุดเข้าสู่วันที่ 9 ของการค้นหา หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 ได้ระดมกำลังเดินปูพรมลาดตระเวนในไร่อ้อย พื้นที่ 1,400 ไร่ พร้อมกับชาวบ้านอาสาในพื้นที่ ที่ให้ความช่วยเหลือ ตามที่ได้มีการนำเสนอไปแล้วนั้น
 



โดยนายผิวและนางมอ พ่อแม่ของเด็กชาย 2 ขวบ ได้เปิดใจทั้งน้ำตา บอกผ่านล่ามชาวเมียนมาว่า ตอนนี้ครอบครัวยังสงสัยในปมการเสียชีวิตของลูกชาย เนื่องจากไม่คิดว่าลูกจะเดินไปได้ไกลถึง 5 กิโลเมตร เพราะระยะทางไกลมาก และเขายังเด็ก และไม่ทราบว่ามีใครเป็นคนพาลูกไปหรือไม่

 

 

นอกจากนี้ยังไม่เชื่อด้วยว่า ลูกชายจะจมน้ำเสียชีวิต แม้จะเจอศพอยู่ข้างร่องน้ำก็ตาม และได้มีการสงสัยคนขับรถไถว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับกรณีที่ลูกชายเสียชีวิต ซึ่งต่อมานายสมาน วงษ์กัณหา คนขับรถไถ ที่แม่ของเด็กชาย 2 ขวบ บอกว่าได้หายตัวไปในวันเกิดเหตุ  ได้เปิดใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บอก วันเกิดเหตุตนขับรถไถเข้าไปในไร่อ้อยจริง โดยเห็นเด็กน้อยทั้ง 2  คนเล่นกันอยู่ในร่องไร่อ้อยริมถนน เมื่อเด็กเห็นรถไถได้หลบเข้าไปห่างจากรถประมาณ 3 เมตรซึ่งเป็นระยะปลอดภัย จากนั้นตนก็ขับรถไปไถดินตามปกติ จนกระทั่ง 5 โมงเย็นรู้เรื่องเด็กหายยังมาช่วยตามหา 

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2561 ที่ผ่านมา ทางด้านร.ต.อ.วีรยุทธ์ สุขแสง รองสว.สอบสวน สภ.สระยายโสม ผู้ได้รับมอบอำนาจจาก นางสาวมอ อายุ 20 ปี มารดา ของเด็กชายซูลุยผิว อายุ 2 ขวบ ชาวเมียนมา ที่หายไปกลางไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี เดินทางมาฟังผลการชันสูตรพลิกศพและรับร่างของเด็กชายซูลุยผิว เพื่อนำกลับไปให้ญาติทำพิธีกรรรมทางศาสนา ที่วัดนัทวัน ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

 

โดยร.ต.อ.วีรยุทธ์ เปิดเผยว่า ผลการชันสูตรเบื้องต้น จากการผ่า 2 รอบ โดยรอบแรกแพทย์เวรประจำวันเป็นผู้ผ่า รอบสองเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ซึ่งไม่พบร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคม ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย มีเพียงการถูกกัดแทะจากสัตว์เท่านั้น ตรวจสอบกระดูกไม่มีร่องรอยแตกหัก ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าเด็กชายซูลุยผิว สภาพศพบริเวณขามีลักษณะผิดรูปนั้น เกิดจากสภาพศพที่เน่าเปลื่อย ทำให้ข้อต่อตามจุดต่างๆ บิดผิดรูป ซึ่งสรีระข้อต่อของเด็กกับผู้ใหญ่จะต่างกัน คาดว่าเสียชีวิตตั้งแต่ 5-10 วัน เบื้องต้นส่งเสื้อผ้าของผู้ตายตรวจหาดีเอ็นเอ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัย ส่วนอาหารในกระเพาะไม่สามารถตรวจได้ เนื่องจากสภาพภายในเน่าเปื่อย ตอนนี้ยังไม่ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต ต้องรอผลการตรวจให้ชัดเจนอีกครั้ง

 

 

 


ขณะที่ทางด้านพล.ต.ต.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ตั้งแนวทางการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตหลายแนวทาง แต่ยังไม่ได้ให้น้ำหนักชี้ไปทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐาน

 

 

“จากการลงพื้นที่ตรวจสภาพศพ พบว่าส่วนหลังจมน้ำไปครึ่งหนึ่ง สภาพร่างกายเน่าเปื่อย เกือบเหลวทั้งหมดแต่เมื่อดูจากผิวหนังบางส่วนที่แข็งด้าน พบรอยเขี้ยวของสัตว์ เช่น หนู,เหี้ยมหรือตัวเงินตัวทอง แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตหรือไม่ ส่วนบริเวณรอบๆศพ ยังไม่พบข้อพิรุธหรือร่องรอยของบุคคลอื่นแต่อย่างใด”

 


อ่านข่าว : นิติเวชรพ.ตร. ไม่พบบาดแผล บนร่าง "น้องซูลุยผิว" รอตรวจDNAเสื้อผ้าซ้ำ เร่งหาเหตุเสียชีวิต

 

ทั้งนี้ทางด้านพล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ภ.7 ได้เปิดเผยเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ถึงผลการชันสูตรศพจากร.พ.ตำรวจ ว่าไม่พบร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคม ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย มีเพียงการถูกกัดแทะจากสัตว์เท่านั้น ตรวจสอบกระดูกไม่มีร่องรอยแตกหัก กระโหลกไม่มีการยุบและไม่พบว่ามีรอยเลือดบนเสื้อผ้า และไม่พบการมีการฉีกขาดของเสื้อผ้า

 

ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าสภาพศพของน้องซูลุยผิว บริเวณขามีลักษณะผิดรูปนั้น เกิดจากสภาพศพที่เน่าเปื่อย ทำให้ข้อต่อตามจุดต่างๆ บิดผิดรูป ซึ่งสรีระข้อต่อของเด็กกับผู้ใหญ่จะต่างกัน คาดว่าเสียชีวิตตั้งแต่ 5-10 วัน มาแล้ว ขอยืนยันว่าการผ่าชันสูตรรอบ 2 นั้น ผลชันสูตรของทางแพทย์ที่ตรวจสอบนั้นเป็นมืออาชีพ แต่หากทางญาติยังคงติดใจสาเหตุการเสียชีวิตอยู่ ก็จะดำเนินการส่งศพให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความสบายใจของทางญาติและพ่อแม่ของเด็ก 

 


และในทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดออก เพียงแต่กรณีที่ไม่พบกระดูกแตก หรือ ร่องรอยการถูกทำร้าย ก็ทำให้ประเด็นอุบัติเหตุจากรถไถมีน้ำหนักน้อยลง แต่เรายังเร่งดำเนินการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ชุดสืบได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นชายสติไม่ดี มีพฤติกรรมที่ขี่รถจักรยานผ่านจุดที่น้องเล่นกับเพื่อนวัย 3 ขวบอยู่ ก่อนที่จะหายตัวไป ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการสอบสวน 

 

ส่วนทางด้านนางมอ แม่ของเด็กชาย 2 ขวบ บอกว่าก่อนหน้านี้ทางครอบครัวไม่เคยไปดูสภาพศพเลย ครั้งแรกที่ได้เห็นคือตอนที่ถูกมัดผ้าขาวไปแล้ว จากการตรวจสอบหลังจากที่ครอบครัวดูนั้น ไม่ได้ตายแบบธรรมชาติอย่างแน่นอน น่าจะโดนอะไรทำให้เสียชีวิต ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งกับตนว่าเสียชีวิตตามธรรมาชาตินั้น รู้สึกคาใจและอยากให้ทางนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบอีกครั้ง 

 

ขณะที่ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีหลักฐานหลายอย่างไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวน ในส่วนของศพจะนำไปที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อตรวจสอบอีกครั้งต่อไป เนื่องจากทางครอบครัวไม่ยินยอมให้มีการเผาศพลูกชาย จนกว่าจะพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิต จนหายคาใจ 

 

ล่าสุดในเพจเฟซบุ๊กทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความแง่คิดเรื่องข้อกฎหมาย อันเกี่ยวเนื่องกับคดีดังกล่าว ระบุว่า "การมโน ว่าผู้อื่นกระทำความผิดถ้าไม่มีพยานหลักฐาน ถือว่าเป็นการใส่ร้ายผู้อื่น อาจต้องรับโทษ ทางอาญาและรับผิดทางแพ่ง#ทนายคลายทุกข์"

ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์

 

ทำให้มีชาวโชเชียลเริ่มเสียงแตก ให้ความคิดเห็นในคดีเด็กชายพม่าวัย 2 ขวบ เสียชีวิตทั้งสองแง่มุม บางคนบอกว่าพ่อแม่เด็กเริ่มเยอะ ตอนแรกก็น่าสงสาร แต่ผลชันสูตรออกมา ควรยอมรับความจริง ว่าไม่ได้มีใครลงมือสังหาร และตนเองก็มีความผิดที่ปล่อยลูกหลุดสายตาไป จนหลงหายไปในไร่อ้อย บ้างก็บอกว่าผลพิสูจน์ทางการแพทย์ถือว่ายอมรับกันทั่วโลก แต่ปักใจว่าไม่ใช่คืออะไร ดูแล้วเริ่มมากเรื่องมากราว ตำรวจช่วยสอบพ่อแม่หน่อย ทะแม่งๆ แล้ว งานนี้บอกเลยค่าใช้จ่ายค้นหาไม่รู้กี่ล้านบาท แต่ทุกคนต้องการหาจนเจอ

 

แต่ก็มีบางส่วนเข้ามาให้กำลังพ่อแม่ของเด็ก เนื่องจากเข้าใจหัวอกคนสูญเสียลูกแบบกะทันหัน อาจจะยังทำใจยอมรับไม่ได้ ประกอบกับเพิ่งมาอาศัยที่พื้นที่ทำกินได้ไม่กี่วัน แล้วเกิดเรื่องสะเทือนใจแบบนี้ ก็คงอยากสู้จนถึงที่สุด ว่ามีใครทำร้ายลูกตนเองหรือไม่ 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : ทนายคลายทุกข์ 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล