แม่ ร้องไห้แทบขาดใจ ลูกดับคาท้อง พูดทั้งน้ำตา ตะโกนเรียกพยาบาลแล้วแต่นอนเฉย พร้อมตะโกนกลับมาเจ็บก็ทนเอา!

แม่ ร้องไห้แทบขาดใจ ลูกดับคาท้อง พูดทั้งน้ำตา ตะโกนเรียกพยาบาลแล้วแต่นอนเฉย พร้อมตะโกนกลับมา"เจ็บก็ทนเอา"!

Publish 2018-12-06 15:23:29


ในเฟซบุ๊ก ยมทูต หน้าหวาน โพสต์ข้อความ ระบุว่า #ใจสลายลูกตายคาท้องสาวเจ็บท้องคลอดเรียกพยาบาลช่วย พยาบาลตะโกนบอก'เจ็บก็ทนเอา'

ได้รับร้องเรียนจากพ่อ-แม่คู่หนึ่งที่ใช้เวลาในการอุ้มท้องลูกน้อยมาจนครบ 9 เดือน อีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้เห็นหน้าลูกชายเพื่อต้อนรับสู่ครอบครัว ท้ายที่สุดเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งกลับต้องเสียน้ำตาและทำใจไม่ได้ เมื่อได้รับแจ้งว่าลูกน้อยรกพันคอตายคาท้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พ่อ-แม่ไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล่าสุดได้รับคำตอบว่าเป็นเหตุการณ์สุดวิสัยที่ออกมาจากทางฝั่งโรงพยาบาล เพราะทางครอบครัวมองว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจากความสะเพร่าของคนเพียงคนเดียว จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม และได้ร้องเรียนเข้ามา

 



บ้านของผู้เสียหายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง อยู่ภายในหมู่ที่ 9 ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี พบกับน.ส.ปริชาติ บัวทอง อายุ 41 ปี และนายวิเชียร ปานดาทอง อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นพ่อแม่ของ ด.ช.อภิวัฒน์ ปานดาทอง วัย 9 เดือน ผู้เสียชีวิต ที่ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าหลังเพิ่งทำพิธีฌาปนกิจศพลูกชายได้เพียงวันเดียว

น.ส.ปริชาติ บัวทอง ผู้เป็นมารดา เปิดใจว่า วันนี้ตนยังคงอยู่ในสภาพความเสียใจเหมือนใจแทบขาดสลาย ส่วนสามียังทำใจไม่ได้ ขอไม่พูดอะไร ให้ภรรยาพูดแทน แม้ก่อนหน้านี้ตนเองจะเคยมีลูกมีครอบครัวมาแล้ว แต่พอมาเริ่มต้นใหม่กับ นายวิเชียร ผู้เป็นสามี ลูกคนนี้ถือเป็นลูกชายคนแรกที่เป็นความหวังของครอบครัว ช่วงตั้งครรภ์ตนก็คอยดูแลประคบประหงมอย่างดี ไปตรวจสม่ำเสมอ ไม่เคยพบความผิดปกติใดๆ จนกระทั่งหมอแจ้งว่าลูกเป็นเพศชาย สุขภาพแข็งแรง สามารถคลอดได้แล้ว จนกระทั่งเจ็บท้องเดินทางเข้าโรงพยาบาลประจำอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และอีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้เห็นหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้แล้ว โดยที่เธอบอกทีมข่าวว่า "ขอให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ พยาบาลหรือหมอควรเลือกที่มีจรรยาบรรณ ไม่ว่าจะยากดีมีจนควรที่จะตระหนักให้มากกว่านี้ ดูแลคนไข้ตามวิชาชีพของตนเอง ตะโกนเรียกเพราะเด็กมีอาการผิดปกติ แต่ไม่กลับไม่ลุกมาดูเด็ก ได้แต่ตะโกนบอกจนเด็กค่อยๆหมดลมหายใจตายในท้องในที่สุด

น.ส.ปริชาติ เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า เมื่อเช้าของวันที่ 28 พ.ย.61 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 09.00 น. จู่ๆ ก็ปวดท้อง จึงรีบพามาโรงพยาบาลประจำอำเภอปากท่อ พยาบาลห้องคลอดเวรเช้าบอกว่าปากมดลูกเปิดไม่เยอะ แต่ตนเองรู้สึกเจ็บท้องถี่มากขึ้น ทุก 15-20 นาที โดยที่พยาบาลก็เข้ามาตรวจ และบอกว่าปากมดลูกยังเปิดไม่เยอะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน รอจนถึง ตี 3 ซึ่งตนเองก็รู้สึกว่าเจ็บท้องมากขึ้นน้ำเริ่มเดินแล้ว ซึ่งลูกก็ยังปกติ ดิ้นดี จนตี 4 ตนรู้สึกน้ำเดินมากขึ้นและเริ่มมีความรู้สึกผิดปกติของลูกที่ดิ้นแรงมากขึ้น และท้องเกร็งแข็ง ก่อนจะค่อยๆเงียบลง ตนก็ได้ตะโกนบอกพยาบาล ซึ่งตนจะเรียกพยาบาลคนนี้ว่าหมอ “หมอหนูเจ็บมากแล้วนะหนูไม่ไหวแล้วนะ ส่งตัวหนูไปโรงพยาบาลราชบุรีที ซึ่งพยาบาลคนดังกล่าวก็ตอบกลับมาว่า ใบส่งตัวไม่ได้กันมาง่ายๆหรอก เพราะโรงพยาบาลราชบุรีไม่ได้รับคนง่ายๆ และนี่มันก็ดึกแล้ว” และทีนี้ตนก็เลยบอกว่า หนูเจ็บไม่ไหวแล้วนะ พยาบาลจึงบอกว่า "ทำยังไงได้ก็ต้องทนเอาสิ" ที่พยาบาลคนดังกล่าวพูดกับตนเอง ก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดที่ข้างเตียงนะ นอนพูดอยู่กับเตียงที่เขานอนอยู่ ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับเตียงของตนเอง พอมาจนถึงเวลา 05.00 น. พยาบาลคนดังกล่าวได้เดินเข้ามาตรวจดูปรากฏว่าเด็กไม่หายใจ พยาบาลจึงรีบไปตามหมอเข้ามาดู เมื่อแพทย์เข้ามาและซาวด์ครรภ์ดูพบว่าเด็กไม่หายใจแล้ว ประมาณ 06.00 น. ตนจะตามพ่อของเด็กเข้ามา ซึ่งสามีคือนายวิเชียรมาตั้งแต่ตี 4 แต่เขาไม่ให้เข้า จนเวลา 06.00 น. หมอได้ตามให้สามีเข้ามาและแจ้งว่าเด็กเสียชีวิตแล้วในครรภ์ ตนจึงถามหมอกลับไปว่า “ทำไมตอนตี 4 ตนเจ็บท้องหนักทำไมไม่ส่งไปที่โรงพยาบาลราชบุรี ทำไมไม่ลุกขึ้นมา ทำไมไม่ช่วยหนู แล้วเอาแต่นอน ห่วงนอนทำไม” ตนก็ว่าตามนี้ จนกระทั่งนำศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านและเวลาเพียงแค่ 3 คืน ก่อนจะมีพิธีฉาปนกิจศพเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.61

 



น.ส.ปริชาติ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องมามีหัวหน้าพยาบาลมากัน 3-4 คนมาช่วยเงินสดในการทำศพ 5,000 บาท โดยการมาเป็นเจ้าภาพงานศพ ส่วนในวันเผา ไม่มีใครมาเลย โดยเฉพาะพยาบาลที่ทำให้น้องตายไปก็ไม่มา ตรงนี้ตนเองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่อยากออกมาเตือนเป็นอุทาหรณ์ พยาบาลต้องดูแลผู้ป่วย ถ้าเข้ามาดูแลตนเอง หรือ เห็นความผิดปกติ จะได้ไม่เกิดการสูญเสีย ที่ช้ำใจหนักคือ คำพูดของพยาบาลที่พูดว่า "ทำยังไงได้ก็ต้องทนเอาสิ" จนวันที่ลูกเสียเขาก็ยังไม่มาเยี่ยมไม่มาร่วมงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตอนนั้นตนและสามีรู้สึกเหมือนชีวิตพังทลาย พูดไม่ออก ทุกครั้งที่เห็นรูปก็เจอภาพเจ็บปวด เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามทางนายวิเชียร ผู้เป็นสามี ยอมรับว่าตนเห่อมาก กะว่าจะตั้งชื่อลูกชายว่า "น้องโฮม" ชื่อจริงว่า "อภิวัฒน์" ไม่นึกว่าจะไม่มีโอกาสแม้แต่ได้เรียกชื่อลูก ตอนนี้พูดไม่ออกได้แต่เคลียด “แทนที่จะได้อุ้มลูก กลับมา อุ้มโรงศพลูกแทน” หลังจัดงานศพให้ลูกชาย ข้าวของที่เตรียมจะรับขวัญลูก ก็บริจาคให้กับคนอื่น เพื่อที่จะทำบุญให้กับดวงวิญญาณของลูก และไม่อยากจะเก็บไว้ให้สะเทือนใจ

ด้านนางประมวล บัวทอง อายุ 65 ปี (แม่ของน.ส.ปริชาติ) เปิดเผยว่า ความรู้สึกตอนนี้อยากฝากถึงคนทั่วไปที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลประจำอำเภอปากท่อ อยากให้หมอดูแลให้มากกว่านี้เพราะทำไมปล่อยปะละเลยทำให้เด็กเสียชีวิต เด็กถึงยังไม่เกิดเขาก็มีชีวิตเป็นมนุษย์เหมือนกันให้ช่วยดูแล ที่ทราบเรื่องเพราะขณะนั้นจะเข้าไปหาลูกสาวเวลา 08.00 น. ลูกเขยก็เดินมาบอกว่าเด็กเสียแล้ว เราก็ใจไม่ดี เพราะเด็กเสียมา 1 ชั่วโมงกว่าแล้ว เราก็กลัวลูกสาวเป็นไรไปด้วย ตนก็เข้าไปถามหมอ ก็ได้รับคำตอบว่าต้องทำตามขั้นตอนไปก่อน เราก็ว่ากลับไปว่าเด็กเสียแล้วนะแล้วจะยังทำตามขั้นตอนอีกหรือ จนกระทั่ง 9.00 น. ตนเห็นว่านานมากจึงทนไม่ไหวจะเข้าไปดูลูกสาวเพราะเป็นห่วง แต่พยาบาลกลับปฏิเสธ บอกให้เราออกไปก่อน เดี๋ยวเร่งน้ำเกลือแล้วจะรีบนำเข้าห้องคลอดเลย ซึ่งในกรณีที่ตนเองถามไปว่า ทำไมตอนที่ชีพจรของเด็กจะเต้นอ่อนลงทำไมไม่ส่งตัวลูกสาวไปโรงพยาบาลราชบุรี ที่ช้ำใจสุดๆคือการได้รับคำตอบว่า “ถึงส่งไปก็ตายอยู่ดี” คนก็เลยถามกลับไปด้วยความโกรธว่าถ้ามีถึง 5 รายจะไม่ตายหมดทั้ง 5 รายเลยหรือ เขาก้นั่งอึ้งกับและก็ตอบมาว่า “พูดไปก็ไม่เข้าใจ” จากนั้นเขาก็ไม่พูดกับตนเองอีกเลย เมื่อตนเข้าไปพบหมอเขาก็อธิบายกรณีนี้ "รกพันคอเด็ก" เหมือนการผูกคอตาย ตนเองเลยถามทางหมอกลับไปว่า “ถ้าเห็นคนผูกคอตาย แล้วคุณหมอจะดูเขาผูกคอตายไปต่อหน้าต่อตาหรือคะ" และหมอก็ตอบกลับมาว่าอธิบายยาก

นางประมวล กล่าวอีกว่า ตนเองก็ไม่ได้อยากจะไปเรียกร้อนเขา ซึ่งหลังจากที่เรานำศพกลับมาที่บ้านแล้ว พยาบาลคนนั้นก้ไม่มางานศพแม้แต่อย่างไร งานศพกลางก็ไม่มา เพียงแค่เข้ามาขมาศพ ถ้าเป็นคนที่มีจรรยาบรรณ วันเผาว่าจะมาเผาศพน้องก็ไม่มากัน กรณีนี้ตนเองไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นเพราะมันสูญเสียไปแล้ว เพียงแต่อยากให้เป็นอุทาหรต่อคนทั่วไป อย่าไปทำอย่างนี้อีก เขามีชีวิตเหมือนกัน

เบื้องต้นทราบว่า ครอบครัวของเด็กน้อยผู้เสียชีวิตกำลังรอการดำเนินการตามสิทธิ์ ที่ทางโรงพยาบาลดำเนินการให้ คือ มาตรา 41 การยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหาย จากการเข้ารับบริการ (มาตรา 41) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่ง เกณฑ์การพิจารณาเงินช่วยเหลือ (1) เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร ตั้งแต่ 240,000 ไม่เกิน 400,000 บาท (2) สูญเสียอวัยวะหรือพิการ ตั้งแต่ 100,000 ไม่เกิน 240,000 บาท (3) บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งญาติยังคงรอจากทางเจ้าหน้าที่ที่แจ้งว่าจะเข้ามาดำเนินการให้

รายงานข่าว : ยมทูตหน้าหวาน

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย