รู้ไว้ไม่ตกเป็นเหยื่อ!!! 9 สิ่งที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียล เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง รู้แล้วรีบแชร์ด่วน

Publish 2017-08-28 08:52:48

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียต่างๆ เข้ามามีอิทธิพลในสังคมของเรามาก ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญเลยก็ว่าได้ สังเกตได้จากเวลาออกไปไหนจะเห็นทุกคนล้วนแต่จับต้องสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คข่าวสาร หรืออัพเดทสถานะให้คนบนโลกออนไลน์ได้รู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราทำการอัพเดทสถานะ แชร์เรื่องราวต่างๆของเรา ทุกคนที่เป็นเพื่อนกันเราบนโลกออนไลน์ก็จะรู้เรื่องราวของเรา และอาจะมีบุคคลที่เป็นเหล่ามิจฉาชีพแฝงตัวเข้าถึงข้อมูลของเราไปทำสิ่งต่างๆได้ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวเราเอง จึงไม่ควรโพสต์ 9 สิ่งต่อไปนี้ลงโซเชียลมีเดีย

 

 

1. บัตรประจำตัวประชาชน / ข้อมูลหนังสือเดินทาง หรือหนังสือแสดงตัวบุคคล
บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือหนังสือแสดงตัวบุคคลอื่น (เช่น ใบเปลี่ยนชื่อ สำเนาทะเบียนบ้าน) จะถูกนำไปใช้เมื่อเราใช้บริการธุรกรรมทางการเงิน เช่น สมัครบัตรเครดิต เปิดบัญชีธนาคาร เปิดบริการบัตรเดบิต ขอสินเชื่อต่าง แม้กระทั่งเสียภาษี สมัครงาน โดยใช้ "เลขบัตรประชาชน 13 หลัก" เป็นตัวอ้างอิง แม้แต่เราใช้บริการต่างๆ โทรศัพท์ ศูนย์บริการทางโทรศัพท์ (call center) ต่าง ๆก็มักจะตรวจสอบตัวตนด้วยหมายเลขบัตรประจำตัวประชนชน การเผยแพร่หมายเลขบัตรประจำตัวประชนชนจึงเท่ากับเปิดช่องให้เหล่ามิชฉาชีพเอาไปแอบอ้างเป็นตัวเรา

 

2. ภาพถ่ายหรือข้อมูลของบุตรหลาน
การนำรูปลูกหลานมาแชร์ให้ก็ถือเป็นเรื่องดี ที่ได้แชร์ความน่ารักของลูกหลานให้กับเพื่อน หรือญาติที่อยู่ห่างไกลได้เห็นพัฒนาการต่างๆของเขา แต่อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นดาบสองคมด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้กลุ่มมิจฉาชีพจดจำหน้าตา หรือข้อมูลบางส่วนมาใช้ในการนำภาพไปขอรับบริจาค ขอทาน ลักพาตัวหรือล่อลวงไปทำมิดีมิร้ายได้



3. ตั๋วเครื่องบิน
ตั๋วเครื่องบินต่างจากตั๋วรถยนต์โดยสารก็ตรงที่มีบาร์โค้ด (bar code) ที่มีรหัสอ้างอิงที่นำไปใช้ในการสืบหาข้อมูลส่วนตัวเราได้ทันที เช่น ชื่อนามสกุล จุดเริ่มต้นของการเดินทาง จุดหมายปลายทาง สัมภาระต่างๆ  เหล่ามิชฉาชีพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรา ดังนั้น หลังการเดินทาง หากไม่มีปัญหาติดขัดแล้ว ควรทำลายเอกสารหลังการใช้งานทันที

 

4. เช็คอินสถานที่
หลายๆคนเวลาไปไหนชอบที่จะเช็คอินตามสถานที่ต่างๆว่าอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ จึงทำให้กลุ่มมิจฉาชีพรู้ว่าไม่อยู่บ้าน หรือกำลังจะกลับ ถือเป็นเรื่องเสี่ยงมาก เหล่าอาชญากรสมัยใหม่สามารถค้นหาตำแหน่งบ้านที่พักอาศัยของเหยื่อได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูลาดเลาเลย (เหยื่อบอกให้ตลอดโดยไม่รู้ตัว) ซึ่งข้อมูลจากเว็บไซต์ distinctivedoors.co.uk ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดอาชญากรรมในปัจจุบันพบว่า โจรกว่า 75% ใช้การค้นหากลุ่มเป้าหมายผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ โฟร์สแควร์ รวมทั้งโปรแกรมอย่าง Google Street View ดังนั้นยิ่งชอบโพสต์รูปทรัพย์สินมีค่าอวดเพื่อนๆในโลกโซเชียล ก็จะทำให้ไม่เกิดความปลอดภัย

 

5. ด่าองค์กร
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนส่วนใหญ่จะเบื่อหน่ายงานที่กำลังทำอยู่ แต่กฎเหล็กที่หลายคนมักมองข้ามคือ อย่าโพสต์ข้อความเชิงลบที่แสดงความไม่พอใจต่อบริษัทตัวเอง แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่อาจถูกไล่ออกจากงานได้ เพราะถือเป็นการหมิ่นประมาท วิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสื่อมเสีย อีกข้อที่หลายคนอาจไม่รู้คือ คุณไม่มีสิทธิ์โพสต์ข้อมูลความลับของบริษัทตัวเอง เช่น วันหยุดของที่ทำงาน เงินเดือน โบนัส เนื่องจากโปรเจกต์ต่างๆเหล่านี้ต่างๆอาจเป็นความลับทางธุรกิจได้

 


6. ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป
ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยในโลกออนไลน์ 

 

7. การโจมตีผู้อื่น
การเอาเรื่องของคนอื่นมามาเผยแพร่ต่อว่ากันในทีสาธารณะนั้น โพสต์ทั้งข้อความ รูปภาพ คลิปวีดีโอในลักษณะการบิดเบือนข้อมูล ตัดต่อภาพ คอนเมนต์จนเกินขอบเขต สนุกบนความทุกข์ของคนอื่น ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เหล่านี้ล้วนเข้าข่ายการหมิ่นประมาทต่อบุคคลอื่น และเข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทและมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีเเละปรับไม่เกิน 1 เเสนบาท

 

8. อย่าดราม่า
การโพสต์ระบายอารมณ์ ระบายความในใจเล็กๆน้อยๆ อาจทำลายมิตรภาพลงได้ในพริบตา เพราะมันจะเผยแพร่ไปในโลกโซเชียลถึงคนอื่นเร็วมาก หากไม่รู้จักใช้สติ ใช้อารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทันยั้งคิด  เช่น เรามักจะโพสต์ด่าลอยๆ ถึงบุคคลนิรนาม แต่เราอาจมีเพื่อนเยอะมากและกำลังคิดว่าคุณด่าเขาหรือเปล่า จนอาจเกิดการวิตกจริตคิดไปเองทำให้นำไปสู่ความหวาดระแวง กระทบกับความสัมพันธ์ได้

 

9. ภาพวาบหวิวอนาจาร
การโพสต์ข้อมูลส่วนตัวจำพวกภาพถ่ายของตัวเองในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพโป๊เปลือย อนาจาร อาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานได้ เช่น ตำรวจสาวจีนถูกปลด "หลังถ่ายรูปเซลฟี่หวิว" ในชุดเครื่องแบบตำรวจ หรือ พนักงานธนาคารแห่งหนึ่งถูกลงโทษเพราะโพสต์รูปตนเองในลักษณะวาบหวิว และหากยิ่งถ่ายในลักษณะวาบหวิวเซ็กซี่มากเกินไป อาจโดนพวกโรคจิตตามรังควาน ถึงขั้นหมายปองจะข่มขืนได้

 

 

 

ขอบคุณข้อมูล  ideasarapad

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อุมาพร พ่วงผลฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ