ไม่ผิด ก็ไม่ต้องหนี !!! เปิดคดีประวัติศาสตร์ "ครูบาศรีวิชัย" และ "พระพิมลธรรม" เมื่อถูกกล่าวหา ยิ่งเผชิญความจริง ศรัทธาบารมียิ่งเพิ่มพูน !!!

ไม่ผิด ก็ไม่ต้องหนี !!! เปิดคดีประวัติศาสตร์ "ครูบาศรีวิชัย" และ "พระพิมลธรรม" เมื่อถูกกล่าวหา ยิ่งเผชิญความจริง ศรัทธาบารมียิ่งเพิ่มพูน !!!

Publish 2018-05-25 14:15:02


ย้อนประวัติความเป็นมา กรณีพระสงฆ์ในประเทศไทย ที่เคยถูกต้องอธิกรณ์ 2 รูป ชื่อดังแห่งประวัติศาสตร์ไทย คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ทั้งสองท่านเป็นภิกษุชื่อดัง ที่ต่างมีคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างมาก อีกทั้งภิกษุทั้ง 2 รูปก็ไม่เคยหลบหนีไปไหน (ทั้งที่ท่านสามารถทำได้) แต่พระคุณเจ้าทั้งสอง ต่างยังคงแน่วแน่ กล้าหาญที่จะแสดงความบริสุทธิ์ให้สาธารณชนได้เห็น จนกระทั่งพ้นข้อกล่าวหา

 

 

รูปแรกที่จะกล่าวถึงคือกรณีการต้องอธิกรณ์ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)  สมเด็จพระราชาคณะ อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นอกจากนี้ท่านยังเป็นบุคคลแรกที่นำการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ (หรือแบบยุบหนอ-พองหนอ) จากพม่ามาเผยแพร่ในประเทศไทย

 

 

การต้องอธิกรณ์

ใน พ.ศ. 2503 เมื่อครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรมนั้น ท่านได้ถูกกล่าวหาว่าเสพเมถุนทางเวจมรรคกับลูกศิษย์ และมีข่าวว่าพระศาสนโศภน (ปลอด อตฺถการี) อยู่กับสีกาสองต่อสองในที่ลับหูลับตาหลายครั้ง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) จึงมีพระบัญชาให้ทั้งสองรูปพ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส

แต่ทั้งสองรูปปฏิเสธ โดยตั้งใจจะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน คณะสังฆมนตรีของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี) จึงมีมติว่าทั้งสองรูปฝ่าฝืนพระบัญชา ไม่ควรอยู่ในสมณศักดิ์ต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ถอดทั้งสองรูปออกจากสมณศักดิ์ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503

ต่อมาใน พ.ศ. 2505 พระมหาอาจได้ถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงถูกบังคับสึกเป็นฆราวาส และจำคุกอยู่ที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลอยู่หลายปี จนกระทั่งศาลทหารสามารถพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเท็จ และตัดสินยกฟ้องเมื่อ พ.ศ. 2509

 



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระเถระทั้งสองรูปคืนสู่สมณศักดิ์เดิมตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2518

 

 

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในครั้งที่ท่านถูกจำคุกอยู่นั้น ท่านก็ยังดำรงตนปฏิบัติเช่นสมณะตลอดจนพ้นคดี เมื่อศาลพิจารณาแล้วท่านไม่มีความผิด ท่านก็ได้กลับมาสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( อาจ อาสถมหาเถร )

 

 

รวมแล้ว ท่านต่อสู้มากว่า 21 ปี และถูกสึกจองจำในคุกกว่า 5 ปี 

ไม่ว่าจะอยู่ในเครื่องนุ่งห่มใด ท่านก็ยังคงบำเพ็ญภาวนาได้เสมอ แสดงให้เห็นถึงการเข้าใจ - เข้าถึง ในหลักคำสอนอย่างแท้จริง 



ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา

 

 

อีกรูปหนึ่งที่ได้รับยกย่องว่าเป็น “ตนบุญแห่งล้านนา” เป็นหนึ่งในอริยสงฆ์ 4 ภาคของไทย นั่นคือ “ครูบาศรีวิชัย” ซึ่งถูกกล่าวหาทว่าเป็นกบฏผีบุญ ซึ่งในบทความของ “อ. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ” วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องที่ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ ดังที่ได้คัดมาไว้ว่า

 

“ให้กักบริเวณอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นเวลา 1 ปีเพื่อให้ศึกษาพระราชบัญญัติสงฆ์ และเมื่อกลับวัดบ้านปางให้มีฐานะเป็นแต่เพียงพระลูกวัดเท่านั้น การลงโทษดังกล่าวกลับทำให้ชาวบ้านจากที่ต่างๆ พากันมานมัสการกราบไหว้พระศริวิชัยมากขึ้น เมื่อครบกำหนดการลงโทษ 1 ปี บรรดาญาติโยมและศรัทธาทั้งหลายต่างยกขบวนมารับและแห่แหนพระศรีวิชัยกลับสู่วัดบ้านปาง มีชาวบ้านบางคนโกรธแค้นคณะกรรมการที่ลงโทษพระศรีวิชัย แต่ท่านตักเตือนให้ชาวบ้านมีเมตตาและละเสียซึ่งความโกรธ”

 

 

กรณีต้องอธิกรณ์ของครูบาศรีวิชัยนั้น ถูกกล่าวถึง ๓ ครั้งด้วยกัน แต่การถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะหมวดและเจ้าอาวาส ก็ไม่สามารถจะสกัดกั้นความรุ่งเรืองของครูบาได้ ยิ่งมีเรื่องชะตาชีวิตของท่านก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นตามลำดับ

ครูบาศรีวิชัยได้รับความยกย่องนับถือจากคนทุกเผ่า ไม่ว่าจะเป็นชาวป่าชาวเขา ชาวเมือง ต่างก็หลั่งไหลไปทำบุญกับครูบาศรีวิชัย ซึ่งท่านจากริกไปช่วยก่อสร้างในวัดต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดลำพูนเชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย แพร่ แม่ฮ่องสอน

ดังข้อความตอนหนึ่งว่า

“เมื่อไปถึงเชียงใหม่ พระศรีวิชัยถูกกักบริเวณอยู่ในวัดศรีดอนชัยเป็นเวลา 3 เดือน 8 วัน ตลอดระยะเวลานั้นมีประชาชนมามุงดูเมื่อทราบข้อเท็จจริงกลับเลื่อมใสในพระศรีวิชัย พากันมาทำบุญเป็นที่ครึกครื้นราวกับมีงานวัด จนทางวัดต้องหาทางปรามด้วยการจดชื่อผู้มาทำบุญ เพื่อจะส่งรายชื่อไปให้ทางการลงโทษ แต่ผู้คนก็ไม่ลดลงกล่าวกันว่าวัดศรีดอนชัยกลายเป็นแหล่งพบปะของประชาชนที่มาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความเห็นทางการเมือง กลายเป็นโรงเรียนการเมืองขนาดย่อมไป เฉกเช่นเดียวกับสนามหลวงในเวลาที่มีการชุมนุมประท้วงทางการเมืองไป”

 

โดยรวมแล้วท่านหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกกระทง และได้มีโอกาสเข้าเฝ้า พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เป็นการส่วนพระองค์ครั้งหนึ่ง จากการเข้าเฝ้าครั้งนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงได้ประทานส่งสมณสาส์นไปยัง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีใจความว่า

               

...วันนี้ฉันได้พบตัวพระศรีวิชัย (14 ก.ค. 2463) ได้ไต่สวนเห็นว่า เป็นพระที่อ่อนโยน ไม่ใช้ผู้ถือกระด้าง ไม่ใช่เจ้าเล่ห์เจ้ากล ไม่ค่อยรู้ธรรมวินัย แต่มีสมณสัญญา พอจะประพฤติอยู่ได้อย่างพระที่ห่างเหินจากสมาคม การตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เองนั้น ด้วยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ประกาศ ทำตามธรรมเนียมคืออุปัชฌายะของเธอ ชื่อสุมนะ เมื่อจะถึงมรณภาพ ได้ตั้งเธอให้ปกครองวัดและบริษัทแทน จนถือว่าได้ตั้งมาจากอุปัชฌายะ เพราะการที่ไม่รู้จักระเบียบแบบแผน ถูกเอาตัวมาลงโทษกักไว้ เกือบไม่รู้ว่าเพราะความผิดอะไร พระอย่างนี้ต้องการอธิบายให้รู้จักผิดชอบ ดีกว่าจะลงโทษ...

— พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ,  ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ปิยะนัย เกตุทอง