๒ พระราชาผู้ทรงรักและเชียวชาญเรื่องปลายิ่งกว่าผู้ใด จักรพรรรดิอะกิฮิโต และ ในหลวงรัชกาลที่ ๙

Publish 2017-03-03 16:59:55

๒ พระราชาผู้ทรงรักและเชียวชาญเรื่องปลายิ่งกว่าผู้ใด จักรพรรรดิอะกิฮิโต และ ในหลวงรัชกาลที่ ๙

หากจะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ที่ทรงชอบและทรงเชียวชาญ รักการเลี้ยงปลาแล้วก็อดที่จะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ของ ๒ ประเทศ คือ ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้ เพราะทั้ง ๒ พระองค์ทรงมีความสามารถ และรักปลาจนแทบจะมีการกล่าวว่า “ทรงรักเหมือนลูก”และทรงมีการเจริญสัมพันธไมตรีกันระหว่างประเทศโดยการใช้ปลาเป็นสื่อ คือ “ปลานิล”

ติดตามข่าวต่อเนื่องได้จาก : ชาวญี่ปุ่น รักและเทิดทูล ในหลวง รัชกาลที่๙ มาก รู้หรือไม่เพราะเหตุใด?



ตั้งแต่โบราณกาลของญี่ปุ่น มีสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีพระอิสริยยศเป็นจักรพรรดิ ในปัจจุบันนี้เป็นพระประมุขเพียงพระองค์เดียวในโลกที่ทรงดำรงพระอิสริยยศ”สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ”ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ ๑๒๕ ของประเทศญี่ปุ่น ในญี่ปุ่น การเอ่ยถึงพระจักรพรรดิ จะเรียกพระนามของพระองค์โดยตรงไม่ได้ เช่นเดียวกับในประเทศไทย แต่จะเอ่ยถึงพระองค์ว่า เท็นโน เฮกะ หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิ และรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะจะเรียกว่า ยุคเฮเซ  หลังจากที่สิ้นยุคของพระองค์แล้ว อาจมีการขนานพระนามพระองค์ว่า จักรพรรดิเฮเซ สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำผู้หนึ่ง ในกลุ่มนักวิชาการประมงเรียกตัวเองว่า มีนกร” (คำนี้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา เด็กประมง ม.เกษตรศาสตร์ เรียกตัวเองว่า มีนกรมาแต่ไหนแต่ไร) ทรงศึกษาวิชามีนวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกะคุชุอิน กรุงโตเกียว


ในส่วนของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เรื่องราวเริ่มต้นในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นวันครบรอบแห่งพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระองค์ ทรงปล่อยปลาหมอเทศ ปลาแรด และปลากระโห้ลงในบ่อที่พระราชวังไกลกังวล ซึ่งเป็นบ่อที่ดัดแปลงจากสระว่ายน้ำและใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาเพื่อเป็นตัวอย่างตามพระราชดำริ เนื่องจากมีพระราชประสงค์จะส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงปลาน้ำจืด ด้วยทรงเห็นว่าแหล่งน้ำทางธรรมชาติที่มีอยู่บ่อน้ำที่ขุดขึ้น ควรมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งอาหาร เมื่อปลาทั้งหลายที่เลี้ยงไว้โตจนได้ขนาด จึงได้พระราชทานปลาจากบ่อหลวงนี้พร้อมด้วยหนังสือคู่มือว่าการเลี้ยงแก่ราษฏรเพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อไป และเมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าปลาชนิดใดเลี้ยงง่าย จะทรงพยายามหาพันธุ์มาพระราชทาน จนกระทั่งวันหนึ่งในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๐๗  สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น เสด็จเยือนประเทศไทย มกุฎราชกุมารพระองค์นี้ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ปลาอย่างหาตัวจับยาก ด้วยเหตุนี้  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้รับสั่งขอพระราชทานพันธุ์ปลานิล และต่อมาปลานิลจากญี่ปุ่นก็เดินทางจำนวน ๕๐ ตัว ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ว่ากันว่าปลานิล ๕๐ ตัวที่เดินทางไกลมานั้น เหลือรอดถึงวังสวนจิตรลดาเพียง ๑๐ ตัว และในหลวงของเราได้ทรงประคับประคองปลานิลที่รอดชีวิตเหล่านี้ โดยทรงทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อภายในสวนจิตรลดาอย่างใกล้ชิด จนมีเรื่องเล่ากันว่า ทรงไม่โปรดเสวยปลานิล เพราะเคยมีพระกระแสรับสั่งว่า  “ก็เลี้ยงมันมาเหมือนลูก แล้วจะกินได้อย่างไร” ในที่สุดปลานิลได้เจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี จึงได้พระราชทานชื่อว่า ปลานิล (โดยมีที่มาจากชื่อแม่น้ำไนล์ (Nile) ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tilapia nilotica) ) และทรงพระราชทานพันธุ์ปลาดังกล่าวให้กับกรมประมงจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เพื่อนำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายแก่พสกนิกรต่อไป ส่วนปลานิลสายพันธุ์แท้ที่ประเทศไทยได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ในทางวิชาการเรียกสายพันธุ์ปลานิลดังกล่าวว่า “ปลานิลจิตรลดา”

ข้อมูล วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี และ http://irrigation.rid.go.th และ http://www.chiangmaicitylife.com

ติดตามข่าวต่อเนื่องได้จาก : “อาหารที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไม่ทรงโปรดมาก จนถึงกับโบกพระหัตถ์ให้ย้ายไปจากโต๊ะเครื่องเสวยทุกครั้ง!!!

ข่าวโดย :  กิตติ ทีนิวส์  / สำนักพิมพ์ กรีนปัญญาญาณ/ ทีมข่าวปัญญาญาณ ทีนิวส์



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กิตติ จิตรพรหม