แฉเอกสารชัด .. ชาวบ้านบุกรุกที่ดิน-เผยเอกสารต่อเนื่องเกือบ 100 ปี พร้อมคำพิพากษา จับตา กบร.กล้าไหม เพิกถอนโฉนดฯ (ชมคลิป)

Publish 2018-02-19 19:45:09

จากกรณีกรณีที่ชาวบ้านบ้านในลุ่ม หมู่ 3 ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช  ร้องเรียนขอความช่วยเหลืออ้างถูกนายทุนออกเอกสารที่ดินทับที่อยู่อาศัย 75 ครัวเรือน ชาวบ้านอาศัยกว่า 380 คน  ชาวบ้านกล่าวว่าที่ดินที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เดิมเป็นเกาะกลางเล็ก ๆ ของปากน้ำสิชล ซึ่งอาศัยมากว่า 40 ปี แล้ว ซึ่งตอนหลังทางเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าได้ดูดทรายในลำคลองที่ตื้นเขินแล้วนำมาถมที่บริเวณที่ชาวบ้านอยู่ทำให้มีพื้นที่เกาะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมีพื้นที่มาเชื่อมต่อกับที่ดินของนายทุนที่อยู่ริมลำคลองทำให้เกิดปัญหาเรื่องเขตแดนและความไม่ชัดเจน   จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานที่ดินนครศรีธรรมราช สาขาสิชล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงได้มารังวัดพื้นที่ใหม่แล้วไม่พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์บุกรุกที่ของรัฐตามที่ชาวบ้านกล่าวอ้าง และยืนยันว่าเอกสารสิทธิ์ของนายทุนได้มาถูกต้องตามกฎหมาย    ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจรวมตัวกันเดินทางไปสำนักนายกรัฐมนตรีขอวอนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ช่วยเหลือ โดยชาวบ้านอ้างหลักฐาน จากภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ระบุว่าพื้นที่บ้านในลุ่มดังกล่าวเป็นเกาะกลางน้ำจริง ต่อมาเมื่อวันที่  5 ม.ค.ที่ผ่านมา พลตรีพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายแผนที่กองทัพภาคที่ 4   และ มทบ.41  มทบ.44  และค่ายฝึกการรบพิเศษสิชลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ  และสรุปเบื้องต้นว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินป่าชายเลนบางส่วนจริง และหลังจากนั้น 2 วัน น.ส.สุธีย์ ญาณชโรทร ผู้ตรวจราชการกรมที่ดินเขต 11 พร้อมคณะสำนักงานกรมที่ดินส่วนกลาง ลงพื้นที่มาตรวจสอบเพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านในเรื่องนี้ จนกระทั้งคณะทำงานฝ่ายทหารสรุปผลการตรวจสอบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าสงวนป่าชายเลนจริง และมีกำหนดจะนำผลสรุปเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (นายเศกสรรค์) เพื่อพิจารณาว่าจะมีการารื้อถอนเอกสารสิทธิ์ที่บุกรุกหรือแม่ในวันที่ 20 ก.พ. 2661  ในขณะที่นายเศกสรรค์ กังสะวิบูลย์  ซึ่งได้มอบอำนาจจากนายทศวร ทิพยมงคล  เจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวนำเอกสารหลักฐานการครอบครองที่ดินพร้อมเอกสารสิทธิ์ รวมทั้งคำพิพากษาศาล เมื่อปี 2533 เข้าชี้แจงกับสื่อมวลโดยในเอกสารหลักฐานและคำพิพากษาศาลระบุชัดเจนว่าแท้จริงแล้วกลุ่มชาวบ้านผู้ร้องเป็นผู้บุกรุกที่ดินของเจ้าของที่ดิน ตามที่ได้มีการเสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น



           (19  ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานนายเศกสรรค์ กังสะวิบูลย์  เดินทางนำเอกสาร หลักฐาน พร้อมคำพิพากษาศาล เมื่อปี 2533 เข้าชี้แจงกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช   โดยพบว่าเอกสารหลักฐานระบุถึงการได้ที่ดินแปลดังกล่าวมาครอบครองอย่าชัดเจน ตั้งแต่อดีตเกือบ 100 ปีในการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 6 จนกระทั้งมาถึงการออกเอกสารการเหยียบย้ำที่ดิน การออก ส.ค. 2 เรื่อยมาจนถึงการออก น.ส. 34 และออกโฉนดที่ดิน รวมทั้งการฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านที่บุกรุกซึ่งเป็นรุ่นพ่อแม่ของผู้ร้องเมื่อปี 2533 จนศาลไต่สวนและนำสืบในคดีก่อนพิพากษาว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ของเจ้าของที่ดินจริง และให้ออกรื้อถอนบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ และให้จ่ายค่าเช่าเดือนละ 100 บาท จนกว่าการรื้อถอนจะเสร็จสิ้น  นอกจากนี้ยังมีเอกสารคำสั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีการทำบันทึกปากคำทั้งในส่วนผู้บุกรุกซึ่งเป็นพ่อ แม่ ของผู้ร้องปัจจุบัน รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในอดีต และเจ้าพนักงานที่ดิน นายช่างรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว รวมทั้งพ่อแม่ของผู้ร้อง กำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยในปัจจุบันคนเหล่านั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอายุกว่า 90 ปี ถึงการเข้าอยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งมีข้อความระบุชัดเจนว่าเป็นการเข้ามาอยู่โดยทำสัญญาเช่าปีละ 100-300 บาท โดยเฉพาะกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ระบุผู้บุกรุกบางคนว่าเป็นคนดื้อรัน ยากแก่การปกครอง รวมทั้งมีประวัติเคยบุกรุกที่ดินของรัฐและของคนอื่นแล้วนำไปขายอีกด้วย

                นายเศกสรรค์ กังสะวิบูลย์  กล่าวว่าก่อนหน้านี้ตนได้เข้าชี้แจงและตนได้มอบเอกสารหลักฐานให้กับ ผบ.ค่ายฝึกรบพิเศษไว้แล้ว 1 ชุด  โดยตลอดที่ผ่านมาตนในฐานะผู้รับมอบอำนาจไม่เคยออกมาชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากกลุ่มผู้บุกรุกที่เคยมีการฟ้องร้องกันมาแล้วเมื่อปี 2531 ศาลพิพากษาชัดเจนว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ รวมทั้งการบันทึกเป็นเอกสารเป็นลานลักษณ์อักษร ทุกขั้นตอนมีพยานหลักฐานเป็นเอกสารทางราชการทั้งหมด การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ผ่านมาเสนอข่าวอยู่ฝ่ายเดียว คำก็นายทุนสองคำก็นายทุน บุกรุกที่ดินป่าสงวน (ป่าชายเลน) แต่ข้อเท็จจริงตามเอกสารที่มีอยู่เกือบ 100 ปีจนมาถึงปัจจุบันมีเรื่องราวที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ตนจึงขอโอกาสชี้แจงกับสื่อมวลชนบ้าง

                “โดยเฉพาะในวันพรุ่งนี้ในวันที่ 20 ก.พ. 2561  ที่จะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) เพื่อพิจารณาว่าจะมีการรื้อถอนเอกสารสิทธิ์ที่บุกรุกหรือไม่ ตนและทีทนายความจะนำเอิกสารหลักฐานทั้งหมดเข้าชี้แจงและคัดค้านการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวว่าบุกรุกที่ดินป่าชายเลนของรัฐ 24 ไร่  ซึ่งไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมการ ฯจะอนุญาตเข้าชี้แจงในที่ประชุมหรือไม่  หากไม่ให้เข้าตนจะขอชี้แจงผ่านสื่อมวลชน หวังว่าสื่อมวลชนจะให้โอกาสตนชี้แจงข้อเท็จจริงบ้าง เพราะที่ผ่านมาสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ไม่เคยให้โอกาสสัมภาษณ์ตนหรือเจ้าของที่ดิน เพราะสื่อถูกเจ้าหน้าที่บางกลุ่มห้ามไม่ให้สัมภาษณ์ผม และหากเรื่องนี้ทาง กบร.สรุปว่าจะต้องมีการรื้นถอนเอกสารสิทธิ์ ตนตนดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ทุกคนหรือใครที่เกี่ยวข้องทำเรื่องขาวให้เป็นดำจะถูกดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น”นายเศกสรรค์ กล่าวย้ำ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่สื่อมวลชนนำเอกสารหลักฐานการได้มาของที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมคำพิพากษาศาลมาชี้แจงกับสื่อมวลชน ทำให้การวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเพราะถือเป็นการนำเสนอข่าวตามเอกสารหลักฐานของทางราชการทางด้านของเจ้าของที่ดินเป็นหลักครั้งแรก ซึ่งแตกต่างไปจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ผ่านมาทุกครั้งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยการนำเสนอข่าวส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของชาวบ้านผู้ร้องและเจ้าหน้าที่ทหารที่รับเรื่องร้องเรียนเพียงฝ่ายเดียวมาตลอด  ทำให้กลุ่มแกนนำชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นที่อยู่ทางฝ่ายชาวบ้านมองว่าการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนครั้งล่าสุดไม่มีความเป็นกลาง และเป็นการนำเสนอข่าวที่เข้าด้วยช่วยเหลือนายทุนเจ้าของที่ดิน  โดยเฉพาะแกนนำชาวบ้านผู้นำและท้องถิ่นรวมทั้งเจ้าหน้าที่บางคนถึงกับกล่าวว่าสื่อมวลชนโดนนายทุนซื้อไปแล้ว

                นายไพฑูรย์  อินทศิลา อุปนายกสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มต้นสื่อมวลชนหลายสังกัดนำเสนอข่าวต่อเนื่องในทิศทางที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านและสร้างภาพลบให้กับเจ้าของที่ดินที่ไม่มีโอกาสชี้แจง  จนเกิดกระแสข่าวนำมาสู่การตั้งคณะทำงานตรวจสอบที่ดินเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน  แต่เมื่อทางฝ่ายเจ้าของที่ดินเขาออกมาชี้แจงพร้อมเอกสาร พยานหลักฐานตั้งแต่อดีตเกือบ 100 ปีในการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 6 จนกระทั้งมาถึงการออกเอกสารการเหยียบย้ำที่ดิน การออก ส.ค. 2 เรื่อยมาจนถึงการออก น.ส. 34 และออกโฉนดที่ดิน รวมทั้งการฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านที่บุกรุกซึ่งเป็นรุ่นพ่อแม่ของผู้ร้องเมื่อปี 2533 จนศาลไต่สวนและนำสืบในคดีก่อนพิพากษาว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ของเจ้าของที่ดินจริง และให้ออกรื้อถอนบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ และให้จ่ายค่าเช่าเดือนละ 100 บาท จนกว่าการรื้อถอนจะเสร็จสิ้น

                “สื่อมวลชนก็นำเสนอข่าวตามเอกสารหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้สื่อมวลชนที่เคยเป็นพระเอกของชาวบ้านและแกนนำท้องถิ่นกลับกกหลายมาเป็นผู้ร้ายไปทันที  ตนอยากทราบว่าทั้งชาวบ้าน ผู้ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่บางคนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร หมายถึงหากนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตัวเองไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จแค่ไหน สื่อมวลชนก็จะเป็นกลางเสนอข่าวถูกต้องอย่างนั้นใช่หรือไม่ ในทางตรงข้ามแม้จะนำเสนอข่าวบนพื้นฐานของความจริงแต่เป็นผลดีกับทางเจ้าของที่ดินหรือฝ่ายจริงข้าม สื่อมวลชนก็คือคนไม่ดี เสนอข่าวเบี่ยงเบน ไม่เป็นกลางใช่หรือไม่ สำหรับตนเป็นนักข่าวหรือสื่อมวลชนอาชีพยืนอยู่บนความเป็นกลางแต่ต้องขึ้นอยู่บนพยานหลักฐานและข้อมูลที่เป็นจริงด้วย ส่วนชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่บางคนจะมองอย่างไรนั้น ตนคงไปบังคับเขาไม่ได้”นายไพฑูรย์ กล่าว.

ภาพ/ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ข่าว...ทีมข่าวเฉพาะกิจ สำนักข่าวทีนิวส์



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวภูมิภาค

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ยุทธนะ เตมะศิริ