อธิบดีกรมป่าเข้ม!! ลงพื้นที่ตรวจยึด ตัดต้นยางพารานายทุนรุกป่า อ.นาแห้ว-ด่านซ้าย เผยป่าจังหวัดเลยถูกบุกรุกมากที่่สุดในประเทศไทย กว่า4.8แสนไร่

Publish 2017-07-16 00:09:54

เมื่อวันที่  15 กรกฎาคม 2560  ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.4 (ด่านซ้าย) อ.ด่านซ้าย จ.เลย  นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมนายอรรถพล  เจริญชันษา  รองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า ร่วมกับ กอ.รมน.  ฝ่ายทหาร  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ปลูกยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า  และป่าภูเรือ ต.นามาลา อ.นาแห้ว จ.เลย ซึ่งเป็นไปตามคำสั่ง  คสช.  ที่  64/2557 และ  66/2557  รวมทั้งแผนปฏิบัติการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า  (ศปก.พป.)  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของพลเอก  สุรศักดิ์  กาญจนรัตน์  รมว.ทส.  ที่กำหนดให้จังหวัดเลยเป็นเป้าหมายใหญ่ของทั้งประเทศ

 



นายชลธิศ  สุรัสวดี  อธิบดีกรมป่าไม้  เปิดเผยว่า  กรมป่าไม้ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาตั้งแต่ปี  2558 จากการตรวจสอบพบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ถึง 10,695,806  ไร่  และโดนบุกรุกเพื่อปลูกยางพาราจำนวน  1,364,066  ไร่  โดยเฉพาะในจังหวัดเลยที่มีพื้นที่ป่าในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้รวม  2,355,618  ไร่  แต่ถูกบุกรุกเพื่อปลูกยางพาราจำนวน  482,304  ไร่  ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย  อย่างพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ ในท้องที่รอยต่อจังหวัดเลย - เพชรบูรณ์  ที่ได้รับการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี  2527 และถือว่าเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก  มีเนื้อที่จำนวน  947,000  ไร่  แต่ปัจจุบันถูกบุกรุกทำลายเหลือพื้นที่ป่าเพียง  3  แสนกว่าไร่  และพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกนำไปปลูกยางพารา  ทั้งนี้  คาดว่าเป็นการบุกรุกของกลุ่มนายทุนไม่ต่ำกว่า  2  แสนไร่

นายชลธิศ  กล่าวต่อว่า  การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายของกรมป่าไม้เริ่มจากการตรวจสอบพื้นที่ว่าเข้าข่ายลักษณะนายทุนหรือไม่  โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาลักษณะการบุกรุกพื้นที่ป่า  7  ข้อด้วยกัน  คือ 1)  มีเนื้อที่บุกรุกตั้งแต่  25  ไร่ ขึ้นไป  2)  หากมีขนาดน้อยกว่า  25  ไร่  แต่มีรูปแบบการดำเนินการในลักษณะกลุ่มทุนจากต่างถิ่น  เช่น มีการสร้างบ้านพักตากอากาศราคาแพง  หรือมีวัตถุประสงค์อื่น ๆ ได้แก่  การมุ่งหวังพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นบ้านพักตากอากาศ  โรงแรม  หรือรีสอร์ต  3)  เป็นเจ้าของสวนยางพาราหลายแปลง  4)  เจ้าของสวนยางพาราเป็นนายทุนต่างถิ่นมาจ้างแรงงานในพื้นที่หรือคนท้องถิ่นให้ดำเนินการแทน  5)  สวนยางพารามีขนาดใหญ่  มีสิ่งปลูกสร้างหรือที่พักอาศัยและระบบการจัดการที่มีการลงทุนสูงในรูปแบบเชิงธุรกิจ  6)  ชาวบ้านในพื้นที่หรือผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าเจ้าของเป็นคนต่างถิ่นและไม่ใช่ผู้ยากไร้/ไร้ที่ทำกิน  และ  7)  ในกรณีเป็นผู้ยากไร้ต่างถิ่น แต่มีที่ดินทำกินอยู่ในภูมิลำเนาเดิมเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ


สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้  เป็นพื้นที่เข้ากับหลักเกณฑ์ข้อที่  1, 4, 5 และ 6  โดยมีขั้นตอนการรื้อถอนพืชผลอาสินตามมาตรา  25  แห่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507  ซึ่งกรมป่าไม้เริ่มติดประกาศให้ผู้บุกรุกรื้อถอนพืชผลอาสินตั้งแต่เดือนมีนาคม  2560  จนปัจจุบันยังไม่พบว่ามีผู้มาอ้างสิทธิในที่ดินหรือทำการรื้อถอนตามประกาศแต่อย่างใด  จึงได้เข้าตรวจยึดพื้นที่  พร้อมทั้งตัดฟันต้นยางพาราแบบ  3  แถว  เว้น  2  แถว  จากนั้นจะดำเนินการฟื้นฟูโดยการปลูกต้นไม้ระหว่างแถวของต้นยางพาราที่เหลืออยู่  ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าและรักษาระบบนิเวศน์ของแหล่งต้นน้ำลำธารให้คงอยู่ต่อไป  นอกจากนี้  จะคอยติดตามผลคดีเพื่อให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในการบังคับใช้กฎหมาย

"ทั้งนี้  กรมป่าไม้ได้เล็งเห็นความสำคัญในปฏิบัติการเชิงรุกของการบังคับใช้กฎหมายกับพื้นที่ปลูกยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี  2558  จนถึงปัจจุบัน  สามารถตรวจยึดพื้นที่ได้ประมาณ  130,000  ไร่  และในจำนวนนี้ได้ดำเนินการตัดฟันตามมาตรา  25  ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติปี  2507  ไม่ต่ำกว่า  2  หมื่นไร่  และมีเป้าหมายดำเนินการในปี  2560 ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 3  หมื่นไร่  โดยในปี  2561  กรมป่าไม้มีเป้าหมายดำเนินการถึง  1.2  แสนไร่"  อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว.



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวภูมิภาค

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายภัทราวุธ บุญประเสริฐ(เก่ง)
HASTAG :