วัชระ ยื่นร้องปปช.เอาผิดอสส. ทีมอัยการ ข้องใจหนักทำไมไม่อุทธรณ์คดีโอ๊คฟอกเงิน

Publish 2020-06-22 15:39:08



กลายเป็นคดีอาญาสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ  แต่สุดท้าย  นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์  อัยการสูงสุด   โดยการใช้อำนาจรักษาราชการแทนของรองอัยการสูงสุด ของ  นายเนตร นาคสุข  กลับเลือกยุติกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด  ด้วยการไม่อุทธรณ์คำพิพากษากรณี นายพานทองแท้ ชินวัตร  หรือ โอ๊ค  ลูกชาย นายทักษิณ ชินวัตร  ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน   และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ,91  จากกรณีตรวจพบหลักฐานว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน   ทุจริตการปล่อยสินเชื่อธ.กรุงไทยฯ ให้ธุรกิจเครือกฤดามหานคร   หลังจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษายกฟ้อง ทั้ง ๆ ที่กรณีดังกล่าวมีประเด็นพิจารณาในขั้นตอนการอ่านคำพิพากษา   เนื่องจากองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่าน และมีความเห็นแย้งกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสมควรยกฟ้อง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสมควรจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา   

 


(คลิกอ่านข่าวประกอบ : ทีมกม.พลังธรรมใหม่ ยื่นร้องศาลปค.เพิกถอนคำสั่งอสส. อ้างติดภารกิจ ปล่อยรองฯเซ็นไม่อุทธรณ์คดีโอ๊คฟอกเงิน


ข้องใจอสส.ไม่อุทธรณ์คดีโอ๊ค ทั้งๆชี้มูลผิดแต่แรก


ล่าสุด  นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์   ซึ่งเคยเข้ายื่นหนังสือถึง  นายวงศ์สกุล   อัยการสูงสุด  เพื่อขอส่งความเห็นแย้งของผู้พิพากษา   เจ้าของสํานวนคดีที่ตัดสินลงโทษจําคุก 4 ปี  นายพานทองแท้ในคดีฟอกเงินดังกล่าว   และขอทราบเหตุผลรายละเอียดการไม่อุทธรณ์คดี  รวมทั้งขอให้มีการเปิดเผยรายชื่ออัยการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในคดี   แยกเป็น  6 ประเด็นสำคัญ  

 

เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือ ป.ป.ช.   ให้ดำเนินคดีกับพนักงานอัยการ  คณะทำงาน รองอัยการสูงสุด  รวมถึงอัยการสูงสุดกับพวก  ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามกฎหมายอาญา ม. 157 และเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลงตามกฎหมายอาญา ม. 200 จากกรณีที่มีความเห็นไม่อุทธรณ์ต่อศาลสูงคดีนายพานทองแท้ ชินวัตร ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน 

 

 

(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  จับตา 2 แรงบวก ดีเอสไอร้องอสส.อุทธรณ์คดีโอ๊คฟอกเงิน วัชระ ซ้ำอีกดาบ ศาลเคยสั่งลงโทษ



ทั้งนี้   นายวัชระ  ระบุว่า กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตัดสินยกฟ้องในคดีความผิดของ นายโอ๊ค พานทองแท้   แต่ด้วยข้อเท็จจริงมีผู้พิพากษาที่เป็นหัวหน้าคณะได้ทำความเห็นแย้งไว้  โดยพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายพานทองแท้ 4 ปี  และคณะทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  หรือ ดีเอสไอ  มีมติว่าให้อุทธรณ์คดีต่อ   จึงสมควรที่ทางอัยการสูงสุดจะต้องอุทธรณ์คดีต่อศาลสูง   เพื่อวินิจฉัยให้คดีดังกล่าวสิ้นกระแสความสงสัยต่อสาธารณชน  แต่คดีนี้อัยการสูงสุดกลับมีความเห็นว่าไม่อุทธรณ์คดีต่อ   จึงถือเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดกับดุลพินิจที่สั่งฟ้องในตอนเริ่มคดี 

 

 

เพราะตอนเริ่มคดีพนักงานอัยการต้องเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริง จึงฟ้องคดี การที่มีความเห็นไม่อุทธรณ์ต่อ และให้ความเห็นว่าเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล แสดงให้เห็นว่าอัยการรู้อยู่แล้วว่าจำเลยไม่มีความผิด แต่ใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องกลั่นแกล้งจำเลยเพื่อให้ได้รับโทษทางอาญาหรือไม่ การใช้ดุลพินิจที่ขัดกันในการสั่งคดีเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล และไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของอัยการ 

 


ขณะเดียวกัน  นายวัชระ  ยังได้แนบฎีกาคดีต่างๆในการใช้ดุลพินิจของอัยการที่ไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกา   สำหรับการดำเนินคดีกับตระกูลชินวัตร ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการดำเนินคดีกับประชาชนทั่วไป ซึ่งมีหลายคดีที่ควรจะจบและถึงที่สุดไปตั้งแต่ในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์แล้ว แต่อัยการกลับยื่นฎีกา ทั้งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ส่วนการดำเนินคดีกับบุคคลในตระกูลชินวัตรซึ่งเป็นความผิดต่อแผ่นดิน โดยมีราชการเป็นผู้เสียหายและการฎีกาคดีตระกูลชินวัตรจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่พนักงานอัยการจะทำให้คดีถึงที่สุดเพียงแค่ชั้นอุทธรณ์เท่านั้น 

 

 

ขณะที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.สามารถไต่สวนตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการสั่งคดีของอัยการในคดีทั่วไปของประชาชน เพื่อใช้เปรียบเทียบกับการใช้ดุลพินิจ  ในการสั่งคดีของอัยการในคดีของตระกูลชินวัตร ก็จะเห็นถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการสั่งคดีของอัยการได้ การกระทำของอัยการเปรียบเสมือนกับการตัดตอนความยุติธรรมมิให้นำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูง ซึ่งมิอาจยอมรับได้ จึงต้องยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.วินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน