เปิดฉากหลังนักปชต. วันเฉลิม ก่อนโดนอุ้มหาย บิดเบือนชีวิต อ.อัษฎางค์ บาปหนนั้นขออโหสิกรรม

Publish 2020-06-08 16:44:55


ยังคงเป็นกระแสทางการเมืองที่มีการพูดถึงโดยการเชื่อมโยงไปถึงบทบาทรัฐบาลไทย   ในลักษณะดิสเครดิตหลักคิดว่าด้วยสิทธิมนุษยชน   จนบานปลายไปถึงโจมตีผู้คนในวงการต่าง ๆ ที่ไม่ร่วมมือติดแฮชแท็ค หรือ แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน จาก  นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์  แอดมินเพจ  “กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ”  ที่หลบหนีหมายจับในข้อหาเกี่ยวเนื่องกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์   จากพฤติการณ์ปรากฎว่ามีการโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ  " “นำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์    โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ท่ามกลางแง่มุมปริศนาถึงการหายตัวอย่างผิดสังเกต  โดยเฉพาะสาเหตุความเป็นไปได้   ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือผลทางการเมือง  ที่มีความพยายามชี้นำต่อ ๆ กันในโลกโซเชียล

 


(คลิกอ่านข่าวประกอบ : ปราชญ์ สามสี แกะรอยข่าว วันเฉลิม" แอดมินเพจทักษิณโดนอุ้ม หลายปมผิดวิสัย




ขณะที่เพจ  "เสธPlay" ประเมินจากสิ่งที่เห็นในข้อความโพสต์ในอดีตของนายวันเฉลิม  เพื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุการหายตัวไป ดังนี้  

 

 1. วันเฉลิมไม่ได้แตะเรื่อง 112 นานแล้ว เอาจริงๆ วันเฉลิมแทบไม่เป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ จัดอยู่ในประเภทไร้บทบาท ไม่น่าสนใจ ไม่มีราคา ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องถูกเก็บ ถ้าฝ่ายไล่เก็บมีจริง

2. วันเฉลิมกำลัง "เตะตาปลา" ใครสักคนอยู่ ในเรื่องของธุรกิจที่เขมร

3. มีโอกาสสูงมากที่จะถูกอุ้มเนื่องจากความขัดแย้งทางธุรกิจ ตอนถูกอุ้ม ผู้เล่าก็บอกว่ามีเสียงชาวต่างชาติปนอยู่ในสาย ถ้าถูกอุ้มจากฝั่งไทยที่ฝ่ายนั้นพยายามโยงอยู่ ทีมอุ้มจะพูดภาษาต่างประเทศทำไมให้วุ่นวาย?

4. จากข้อ 3. ใครจะไปสนล่ะ? แค่มีชื่อลี้ภัยการเมืองอยู่ + ถูกอุ้ม ก็เอามาโหนได้แล้ว

 




ทางด้านครอบครัว  "สัตย์ศักดิ์สิทธิ์"   ออกแถลงการณ์เพื่อกระตุ้นให้นำไปสู่การช่วยเหลือนายวันเฉลิม  ด้วยความหวังสูงสุดของพี่สาวว่าน้องชายจะปลอดภัย แม้ว่าจะมีความพยายามจินตภาพเหตุการณ์  แล้วสรุปว่านายวันเฉลิมเสียชีวิตไปแล้ว  โดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข  ความสำคัญบางช่วงตอนระบุว่า   

 

"ในนามของครอบครัว นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เรามีความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่นายวันเฉลิม หรือต้าร์ ได้ถูกลักพาตัว โดยการถูกบังคับให้สูญหาย (Enforced Disappearance) ในประเทศกัมพูชา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน  2563 เวลา 17.00 น. โดยประมาณ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจท่ามกลางประชาชนจํานวนมาก บริเวณหน้าที่พักของนายวันเฉลิม


จนถึงนาทีนี้เป็นเวลากว่า  65   ชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมที่ กำลังเกิดขึ้นกับเขา  นายวันเฉลิม เป็นที่รักของคนในครอบครัวอย่างยิ่ง เขาเป็นคนโอบอ้อมอารี เคารพบิดามารดาและญาติพี่ น้อง เป็นคนเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ฉลาดหลักแหลม เห็นอกเห็นใจ และมักจะทําให้ทุกคนที่เข้าใกล้หัวเราะ มีความสุข อยู่เสมอ เพราะเป็นคนมองโลกในแง่ดี

 

นอกจากนี้เขายังเป็นที่รักของเพื่อนฝูงทุกคน เพราะเขาทํากิจกรรม ช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด  อาชญากรรมสะเทือนขวัญและร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเขาในครั้งนี้ พวกเราไม่เคยคิดโกรธ แค้นใดๆ ต่อผู้ที่กระทำการทั้งสิ้น เรายังหวังลึกๆ และภาวนาว่าทางผู้กระทําการจะปล่อยตัวเขาออกมาในไม่ช้า

 

ดิฉันจึงขอวิงวอนมา ณ ที่นี้ ให้ผู้ที่ก่อเหตุได้โปรดปล่อยตัวนายวันเฉลิมกลับคืนมาเถิด พวกเราจะตั้งตารอ คอยอย่างไม่คิดที่จะสิ้นหวัง ขอเพียงเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย พวกเราหวังว่าการอุ้มหายหรือการถูกบังคับให้ สูญหายในครั้งนี้ จะเป็นกรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้น

 

 


เราขอเรียกร้องให้องค์กรภาครัฐของไทย และองค์กรนานาชาติใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดําเนินการ สืบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อทําให้ความจริงปรากฏ เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิ มนุษยชนอย่างร้ายแรง และทําให้สังคมไทยตกอยู่ในความหวาดกลัว หวาดระแวง สิ้นหวัง เนื่องจากเหตุการณ์ เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวที่เรารักก็ได้

 

นายวันเฉลิม จําต้องลี้ภัยทางการเมืองอย่างไม่เป็นทางการไปสู่ประเทศกัมพูชา และประเทศอื่นๆ เป็น ระยะเวลามากกว่า 6 ปี  เพราะเขาแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ไม่เห็นด้วย จะเห็นได้ว่านายวันเฉลิม เป็นผู้รักความยุติธรรม ความถูกต้อง หลักการประชาธิปไตย และยืนขึ้นเพื่อต่อสู้ต่อความอยุติธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นเสมอ"

 

ด้วยความรู้สึกห่วงใยกรณีสมาชิกครอบครัว   "สัตย์ศักดิ์สิทธิ์"    หายไปโดยไม่ทราบชะตากรรม   ย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้   และไม่ควรเกิดขึ้นในฐานะทื่นายวันเฉลิมเป็นคนไทย   แต่ก็มีข้อเท็จริงอีกหลายแง่มุม เพื่อการพิจารณาประกอบ จากบริบทเนื้อหาของแถลงการณ์ดังกล่าว  โดยเฉพาะพฤติกรรมของนายวันเฉลิม   ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด 6 ปีเต็มที่หนีไปจากประเทศไทย  และหลายบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ก็เคยถูกนายวันเฉลิม  ใส่ร้ายข้อมูลอันเป็นเท็จ    

 


เช่นกรณีของ "อ.อัษฏางค์ ยมนาค"  นักวิชาการอิสระ  เป็นหนึ่งตัวอย่างที่เจ้าตัวโพสต์ให้สังคมไทยได้รับรู้    แสดงเนื้อหาบางช่วงตอนสำคัญว่า    "หายไปไหนมา?"   คำตอบคือ  โดย  คนระดับหัวโจก “แอนดรูว์ และปวิน”  นำขบวนถล่ม ลองคิดดูว่าเฉพาะสมาชิกในเพจปวิน  มีอยู่ 4 แสน แล้วเพจแอนดรูว์อีกเท่าไหร่ จะจัดทัวร์มาชุดใหญ่ขนาดไหน   ผมเลยโดยบล็อก  ซึ่งหมายความว่า ทุกคนเห็นเพจของผม และสามารถมาคอมเมนท์เหลวไหล หรือสร้างเรื่อง หรือหยาบคาย ในโพสต์และในเพจของผมขนาดไหนก็ได้  โดยที่ผมไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ลบใครไม่ได้ บล๊อกใครก็ไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจปิดเพจ

 

ตามมาด้วย “วันเฉลิม”  คนที่กำลังเป็นข่าวดังว่าโดนอุ้มที่เขมร  แฮกข้อมูลเอามาเผยแพร่ในโลกโซเชี่ยลแบบเข้าใจผิดที่บิดเบือนความจริง  ซึ่ง การที่เล่นกันขนาดแฮกข้อมูลนั้นถือว่าเป็นการคุกคามต่อชีวิตและครอบครัว ผมจึงให้ทนายดำเนินคดี โดยไม่รู้ว่าเขาคือผู้ต้องหาหนีคดีคอมพิวเตอร์ (ไม่ใช่คดีหมิ่นฯ 112) และลี้ภัยอยู่เขมร   แต่ยังไม่ทันยืนเรื่องฟ้องศาล อยู่ๆ ก็มีข่าวว่า ”โดนอุ้ม”

“ตัวอย่างข้อกล่าวหา ที่บิดเบือนไม่เป็นความจริง” 

• เป็นนักวิชาการประวัติศาสตร์ แต่เรียนจบ มสธ.ด้านสิ่งพิมพ์
• ทำงานในครัว เป็นเด็กเสิร์ฟ
• ร้านล่าสุด เจ้าของร้านชื่อพี่จุ๋ม
• ผับผ้า (งานแม่บ้าน) ในโรงแรม
• ทั้งผัวเมียมีอาชีพรับจ้าง
• หาทางให้ได้สัญชาติออสซี่ แบบนี้มันรักชาติตรงไหน
• อ้างตัวเป็นอาจารย์ เป็นนักประวัติศาสตร์ เป็นนักวิชาการ เป็นราษฎรสูงวัย


และนี่เป็นคำอธิบายที่ปรากฎอยู่ในโพสต์ของ อ.อัษฏางค์   ว่าความจริงคืออะไร จากสิ่งที่่นายวันเฉลิมบิดเบือน ใส่ร้าย  ด้วยเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทางความคิดด้านการเมือง   และแน่นอนแตกต่างอุปนิสัยอีกด้านหนึ่งของนายวันเฉลิม  ที่ครอบครัว "สัตย์ศักดิ์สิทธิ์"  กล่าวอ้างในลักษณะยกย่อง

 

1."ผมเรียน มสธ. เป็นปริญญาตรีใบที่ 2
ผมเป็นคนไม่ดื่ม ไม่เที่ยว ก็เลยใช้เวลาว่างหาความรู้เพิ่มเติม

และผมไม่เคยปิดบัง เคยเล่าลงในโพสต์ เพื่อนเก่าๆ ในนี้ล้วนเคยอ่าน ผมเคยเล่าว่า สมัยเด็กๆ มีความคิดว่า มสธ.เป็นสถาบันการศึกษาที่คร่ำครึ เฉยๆ เหมือนโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ แต่พอได้ไปเรียน ถึงพบว่า นักศึกษา มสธ. โดยเฉพาะรุ่นที่ผมเรียน มีทั้งนักศึกษาที่เรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโทมาแล้ว บางคนเป็นเถ้าแก่เจ้าของกิจกรรม บางคนเป็นอาเสี่ยลูกเจ้าของกิจกรรม บางคนเป็นผู้บริหาร แต่มาเรียนเป็นปริญญาตรีใบที่ 2 ที่ 3 เพื่อเพิ่มเติมความรู้

การที่คนเรียนปริญญาตรีใบที่ 2 เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระหรือ? ทำไมคิดว่า การเอาปริญญาตรีใบที่ 2 มาแฉ นั้นคือการดีสเครดิตที่ทรงประสิทธิภาพ"


2."ผมทำงานในครัว เป็นเด็กเสิร์ฟ ร้านล่าสุด เจ้าของร้านชื่อพี่จุ๋ม

ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าให้เพื่อนที่อยู่ที่ซิดนีย์ฟัง เลยได้หัวเราะกันสนุกสนาน เพราะล่าสุดที่มันบอก คือล่าสุดเมื่อ 20 ปีก่อน

ที่สำคัญ ผมไม่เคยเป็นเด็กเสิร์ฟ บางคนไปคอมเมนท์กันสนุกปากว่าผมเป็นบ๋อย ซึ่งผมไม่เคยมีอาชีพนั้นเลย

แต่เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนผมมาเรียนหนังสือใหม่ๆ ผมเคยทำงานเป็น kitchen hand ซึ่งผมก็เคยเล่าลงในโพสต์ของผม เพื่อนเก่าแก่ในเพจผมเคยอ่านมาแล้วทั้งนั้น

คนที่ไม่เคยมาเรียนหนังสือเมืองนอก ไม่มีวันรู้หรอกว่าชีวิตนักเรียนนอกมันเป็นยังไง แล้วสมัยก่อนๆ มีแต่คนเขียนหนังสือ เล่าชีวิตนักเรียนนอกไว้สวยหรู พอผมมาใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกจริงๆ จึงได้สัมผัสว่ามีหฤโหดขนาดไหน

ผมเลยเอามาเล่าให้เห็นชีวิตจริงของนักเรียนนอก ที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว ค่าเรียนที่ว่าแพงๆ ในเมืองไทย แต่มันถูกมากเมื่อเทียบกับค่าเรียนในเมืองนอก นักเรียนนอกแทบทุกชาติ ไม่ใช่เฉพาะไทย จึงหารายได้หลังเลิกเรียนทำกันทั้งนั้น

พนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการระดับสูงทั้งหลายอธิบดี อธิบดีบดี คณบดี ปลัดกระทรวง ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ ซีอีโอ ที่เคยเป็นนักเรียนนอกล้วนมีประสบการณ์ทำงานเป็น Kitchen hand ในร้านอาหารมาแล้วทั้งนั้น มีแต่กบในกะลาเท่านั้นที่ไม่เคยรู้

แล้วคนสู้ชีวิต มันน่ารังเกียจหรือ?
ไหนว่า ไม่มีการแบ่งชนชั้นไง
ไหนว่า แสวงหาความเสมอภาคไง?
ทำไมแบ่งชนชั้นกันเสียแล้วละ


3.ทั้งผัวเมียมีอาชีพรับจ้าง เราไม่ได้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป


4.หาทางให้ได้สัญชาติออสซี่ แบบนี้มันรักชาติตรงไหน

นี่คืออีกเรื่องที่กบในกะลาไม่เคยรู้ว่า
ชนชั้นสูงในเมือบไทยจำนวนมาก มี 2-3 สัญชาติทั้งนั้น
ยกตัวอย่างเช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คุณคิดว่าคนอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มี 2 สัญชาติไม่รักชาติด้วยละซิ

มีคนที่ถือ 2/3 สัญชาติอย่างคุณอภิสิทธิ์ มีมากมาย คนเหล่านั้นไม่ใช่ไม่รักชาติ แต่กบในกะลาไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้ต่างหาก


5.อ้างตัวเป็นอาจารย์ เป็นนักประวัติศาสตร์ เป็นนักวิชาการ เป็นราษฏรสูงวัย

ผมไม่เคยอ้างกับใครแม้แต่คนเดียวว่า ผมเป็นอาจารย์ เป็นนักประวัติศาสตร์ เป็นนักวิชาการ

มีผู้ใหญ่ในตระกูลยมนาค ที่คนในสังคมรู้จักเป็นอย่างดี คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค ซึ่งคุณไปดูโปรไฟล์ในเพจของอาจารย์ได้ว่า ไม่มีคำว่า รองศาสตราจารย์ ไม่มีคำว่า ดอกเตอร์ ไม่มีการระบุว่าเรียนจบปริญญาเอก

ซึ่งผมเอามาเป็นตัวอย่างว่ามันเท่ห์ดี  ความเรียบง่าย มันเท่ห์ดี

ผมคิดตั้งแต่เปิดเพจว่า เราอยู่ในโลกดิจิตอล ซึ่งเป็นโลกเสมือนจริง เพื่อนๆ ที่ทักทายล้วนเป็นเพื่อนเสมือนจริง แล้วทำไมต้องขนคำนำหน้านาม ขนวุฒิการศึกษา ขนตำแหน่งงาน มาแปะให้เป็นหน้าเป็นตา

เราอยากได้เพื่อนที่คบเราเพราะเห็นเรา เป็นศาสตราจารย์ เป็นดอกเตอร์ เป็นซีอีโอ เป็นเจ้าของกิจการ เป็นเศรษฐี เป็นเซเล็บ หรือ?

หรือเรา อยากได้เพื่อน ที่เห็นไปถึงความรู้ ความสามารถ เห็นไปถึงความคิดความอ่าน และเห็นไปถึงหัวใจของเรา ?

เรา...อยากได้เพื่อนกิน หรืออยากได้เพื่อนแท้

 

6.ราษฎรสูงวัย

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนในนี้เรียกผมว่าอาจารย์ ซึ่งอาจจะมาด้วยความนับถือ

สื่อต่างๆ เรียกผมว่า นักประวัติศาสตร์

แต่ผมขอเรียกตัวเองอย่างสามัญว่า “ราษฎรสูงวัย”

“ราษฎร” ที่แปลว่า ชาวบ้าน (ธรรมดาคนหนึ่ง)
“สูงวัย” ที่แปลว่า คนแก่

ราษฎรสูงวัย ที่แปลว่า ชาวบ้านแก่ๆ คนหนึ่ง เท่านั้น  ไม่ใช่ผู้วิเศษสูงส่งอะไรเลย

สุดท้าย อ.อัษฏางค์  เลือกจะโพสต์ว่า  "ถ้านายวันเฉลิม โดนอุ้มและเสียชีวิตแล้วจริง  ผมก็ขออโหสิกรรมให้ทั้งหมด ไม่ต้องขอสาบแช่ง อาฆาตมาดร้าย และไม่ขอมีอะไรติดค้างต่อกัน ทุกชาติไป"  


ขณะเดียวกันกับความเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ  ปรากฎว่าสื่อกัมพูชายังไม่มีการแสดงข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ยกเว้นคำพูดของ นายพาย สีพัน หัวหน้าทีมโฆษกรัฐบาลกัมพูชา ที่ยังคงแสดงท่าทีเหมือนเดิม คือ   ทางการกัมพูชาไม่ทราบเรื่องการหายตัวไปของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์   แม้ว่ากัมพูชาและไทยจะมีข้อตกลงเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่มีข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายวันเฉลิม


สวนทางกับการเคลื่อนไหวของ  นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข   อดีตบก.บก. นิตสาร Voice of Taksin  และนักโทษในความผิดอาญามาตรา 112   ที่เข้ายื่นหนังสือถึง เลขานุการสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย   เรียกร้องให้มีการติดตาม ตรวจสอบ กรณีการหายตัวไปของนายวันเฉลิม ซึ่หลบหนีไปพักพิงในกัมพูชา  โดยอ้างว่าเป็นผลพวงจากรัฐประหารในประเทศไทย 

 

"พวกตนจึงต้องการเรียกร้องให้ทางการไทยและกัมพูชา    ตามจับคนร้ายที่ก่อเหตุและคนบงการทั้งคนไทยและชาวกัมพูชา  หากนายวันเฉลิม เสียชีวิตก็ขอให้ส่งศพกลับประเทศไทย เพื่อให้ครอบครัวได้จัดพิธีตามศาสนา และเราจะถือว่าเขาเป็นวีรชนประชาธิปไตย จะไม่ยินยอมให้การตายของนายวันเฉลิมต้องสูญเปล่า   พร้อมเรียกร้องขอให้ประชาคมอาเซียนที่มีกฎบัตรสิทธิมนุษยชน    ช่วยกันตรวจสอบรัฐบาลไทยและกัมพูชา  ที่เพิกเฉยละเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้น  เพราะหากไม่มีการยึดอำนาจ คนกลุ่มนี้ก็ไม่ต้องลี้ภัยไปต่างแดน  และยังทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศได้อีกมา ก ทั้งนี้ขอให้รัฐบาลกัมพูชาคุ้มครองและปกป้องผู้ลี้ภัยการเมืองทั้งหมดทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะนี้ต่อไป"

 


หลังจากก่อนหน้า  นายณัฐวุฒิ อุปปะ  ตัวแทนคณะกรรมการประสานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)  ที่เข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเช่นกัน   แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวกัมพูชา ก็เพียงแต่ระบุว่าสถานทูตกัมพูชาไม่รับหนังสือฉบับดังกล่าว แต่ให้ดำเนินการส่งหนังสือผ่านช่องทางไปรษณีย์เท่านั้น

 


ส่วนท่าทีล่าสุดของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องยอมรับว่าเป็นอีกองค์ทางการเมืองน่าจะมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อการติดตามช่วยเหลือ นายวันเฉลิม แอดมินเพจ  “กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ” เนื่องด้วยสายสัมพันธ์ระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจและการคลัง ของกัมพูชา  จากสมเด็จฮุนเซน  ผู้นำกัมพูชา  เมื่อปี  2552   

 

 

ปรากฎว่าเป็นทางด้าน  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์   ที่เลือกออกแถลงการณ์ ในนาม "คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย" เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการทางการทูตต่อประเทศกัมพูชา  โดยอ้างว่าเพื่อปกป้อง สิทธิ เสรีภาพ และชีวิตของนายวันเฉลิม

 

 


 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;