บทสรุปปมถวายสัตย์ ต้องรอวินิจฉัยศาลรธน. คาใจ“ปิยะบุตร”เดินหน้าส่งซิกถล่ม ”นายกฯตู่ ???

บทสรุปปมถวายสัตย์ ต้องรอวินิจฉัยศาลรธน. คาใจ“ปิยะบุตร”เดินหน้าส่งซิกถล่ม ”นายกฯตู่" ???

Publish 2019-08-28 11:50:46


ถึงนาทีนี้มีการมองว่าประเด็นร้อนการเมือง    ว่าด้วยการเดินหน้าเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี   และ รมว.กลาโหม  กรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 161  มาถึงจุดของความคลี่คลายในระดับสำคัญ



โดยปมร้อนดังกล่าว  "สนข.ทีนิวส์"  เคยเรียบเรียงนำเสนอมาแล้วหนึ่งรอบ   โดยย้ำให้เห็นพฤติกรรมเชิงลึกของพรรคฝ่ายค้าน   ที่ไปไกลกว่าจะติติง ทักท้วง    แต่เจตนาชัดว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์   กลายเป็นผู้กระทำผิดต้องพ้นจากหน้าที่ 

 

ถวายสัตย์


แปลความง่าย ๆ  ก็คือสบช่องเอาเรื่องของขั้นตอนการถวายสัตย์มาใช้ซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์   ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า  ไม่ต่างกับการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการพิฆาตรัฐบาล     ยกตัวอย่างกรณี  การเคลื่อนไหวของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียาเวส   หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  ที่มีการยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน    ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความผิด ตามมาตรา 46 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  

 

 


ส่วนประเด็นข้อกล่าวหาที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์   นำเสนอผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน  ในเชิงลึกรายละเอียด ก็เป็นผลสืบเนื่องต่อจาก  ข้อกล่าวหาการทำหน้าที่ของนายชวน หลีกภัย    ประธานสภาผู้แทนราษฎร  และ นายพรเพชร วิชิตชลชัย  ประธานวุฒิสภา  ในกรณีปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์  และ   ครม.  ปฏิบัติหน้าที่  ทั้ง ๆ ที่ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน   อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา  159, 161 และ  162 

 

 


จนท้ายสุดไปไกลถึงขั้น   รวมกันเข้าชื่อส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน จำนวน 214 คน ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย  ประธานสภาผู้แทนราษฎร   ขอใช้สิทธิตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ    เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ  เพื่อซักถามและเสนอแนะ จากกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ  พร้อมย้ำว่าเท่ากับเป็นการเข้ารับหน้าที่ไม่สมบูรณ์  ของพล.อ.ประยุทธ์  และครม.  

 

 



ย้ำช้า ๆ ชัด ๆ ว่า สนข.ทีนิวส์ ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายพึงตระหนักเรื่องนี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5  สิงหาคม  2562 ว่า  การยกประเด็นคำถวายสัตย์ฯ  โดยมีเป้าหมายเพื่อไล่"นายกฯตู่" ให้พ้นเก้าอี้ ต้องระวังให้ดีอย่าล้ำเกิน-จนก้าวล่วง!??

 


เป็นการถอดรหัสจากคำพูดของนายวิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี  ที่เริ่มต้นจากการให้ข้อมูลว่า  สักวันหนึ่ง จะทราบเองว่าทำไมไม่ควรพูด  ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์  ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า    การดำเนินการทุกอย่างที่ผ่านมา    เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทุกประการ     ในการถวายสัตย์ฯต่อหน้าพระมหากษัตริย์      และสำคัญที่สุดข้อความต่างๆที่พูดไปแล้ว   ถือว่าครอบคลุมทั้งหมด  และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในการดูแลพี่น้องประชาชนคนไทย  

 

การถวายสัตย์ฯต่อหน้าพระมหากษัตริย์


สิ่งที่สำคัญเหนือยิ่งสิ่งอื่นใด  คือ    พระราชดำรัสของ   พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว   ว่า  ด้วยการพระราชทานกำลังใจ   ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ  ครม.ชุดใหม่  ในการมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่  เพื่อให้ได้ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ  เพื่อประโยชน์สุขและความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน

 


งานใด ๆ ก็ต้องมีอุปสรรค งานใดๆ  ก็ต้องมีปัญหา เพราะฉะนั้น  ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องแก้ปัญหาและเข้าหางาน  เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามสถานการณ์ โดยแก้ไขให้ตรงเป้าตรงจุด และมีความเข้มแข็งอดทน ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลได้มีกำลังใจ มีพลังที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยดี ด้วยความถูกต้องต่อไป  

 


ในคราวนั้น สนข.ทีนิวส์ ยังเน้นให้ทุกฝ่ายพึงตระหนัก  ด้วยว่า  ถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณ     แม้เป็นสิ่งสำคัญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ   แต่ยิ่งยวดที่สุดทุกรัฐบาลต้องกระทำ ก็คือ การบริหารประเทศให้เป็นไปตามคำถวายสัตย์   โดยที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540  มาตรา  205  และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550  มาตรา  175  ก็มีการเขียนประเด็นว่าด้วยถ้อยคำถวายสัตย์ฯไว้เช่นกัน  

 

 


ทั้งเรื่องความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์    การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน  และการรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ  แต่ประชาชนคนไทยล้วนประจักษ์ด้วยข้อเท็จจริงว่า  รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ได้ตระหนักหรือปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ฯหรือไม่  อย่างไร 

 

 

 


อย่างไรก็ตามเมื่อกระบวนการทั้งหมดมาถึงจุดนี้  จึงมิบังควรตีความใด ๆ ให้เป็นการกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง  และคงต้องติดตามดูขั้นตอนอื่น ๆ ที่มีการดำเนินการไปก่อนหน้า  ว่าจะมีบทสรุปอย่างไร

 

 


อย่างกรณีคำร้องถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน  ล่าสุด   นายรักษเกชา  แฉ่ฉาย   เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  แถลงมติที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน  ใน 3 ประเด็น  คือ 1. ให้ยุติคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  และ นายอัยย์  เพชรทอง  เลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ  ในประเด็นเดียวว่า  หากการที่นายกฯถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน  มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง   โดยผู้ตรวจฯ พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีการถวายสัตย์ไม่ครบเป็นเรื่องของการกระทำ  ไม่ใช่บทบัญญัติกฎหมาย  จึงไม่ได้เป็นประเด็นว่าข้อความหรือถ้อยคำในการกล่าวถวายสัตย์ฯ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ  และเมื่อเป็นการกระทำก็เห็นว่าไม่ใช่การกระทำทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง จึงมติให้ยุติเรื่องในส่วนของ 2 คำร้องนี้

 

 


2.มติให้ยุติเรื่องกรณี  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส   หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย    ขอให้พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  46 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  ว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่   เนื่องจากเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ ห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159  เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา 

 

 


นอกจากนี้มติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งถือเป็นบทยกเว้นมาตรา 159 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แม้ไม่ได้บัญญัติยกเว้นมาตรา 159 วรรคสอง ไว้ด้วยก็ตาม แต่มาตรา 159 วรรคสอง เป็นเพียงกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอชื่อบุคคล   ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร  ดังนั้นการกระทำของ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา  จึงเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ได้มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และฟังไม่ได้ว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจึงให้ยุติเรื่อง

 

 


และ 3.มติให้ส่งคำร้องของ นายภานุพงศ์ ชูรักษ์   นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง     พร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  46   พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561   เพื่อให้วินิจฉัยว่าการที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161  เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายภานุพงศ์ ชูรักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เป็นผู้ยื่นคำร้องหรือไม่

 

 


โดยผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี จะชี้แจงมาว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว เป็นการกระทำที่ครบถ้วนตามกระบวนการและขั้นตอน ถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ได้ปฏิบัติสำเร็จโดยสมบูรณ์ ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย แต่รัฐธรรมนูญตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ระบุ“รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้...” 

 

 


แต่เมื่อถ้อยคำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  จึงอาจเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปด้วย รวมถึงมีปัญหา ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของนายภาณุพงศ์ในฐานะผู้ร้องเรียน เป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนหรือโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 46 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และเป็นไปตามนัยมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ

 

 


@ โดยขั้นตอนก็คงเป็นไปตามกระบวนการทั้งหมดนี้   แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบ   ก็คือ ท่าทีของนักการเมืองที่จุดเรื่องนี้ขึ้นมา ว่าจะขยายความไปในทิศทางไหน 

 

 


ตัวอย่างสำคัญ  คงหนีไม่พ้น  นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่   ที่ดูเหมือนจะยังคงคาใจในพิธีการเข้ารับพระราชดำรัส พร้อมลายพระหัตถ์ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์    เพราะมีการใช้คำพูดทำนองว่า อดีตที่ผ่านมา  สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา   นายกรัฐมนตรี   ก็ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต   นำพระราชดำรัสมาตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อนำแจกจ่ายแก่ ครม. ทุกคน  เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจในการทำงาน เพียงแต่ในกรณีของพล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดพิธีดังกล่าว  ซึ่งต้องถือว่าไม่ใช่การถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ 

 

 

 


กล่าวโดยนัยแล้ว  นายปิยบุตรยังคงค้างคาใจ   ขั้นตอนการถวายสัตย์ของพล.อ.ประยุทธ์  เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562   ว่า  มีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่  และต้องรอกระบวนการจากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน  ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  แม้จะอ้างว่าส่วนตัวยืนยัน  เรื่องนี้ไม่ได้หวังล้มรัฐบาล  แต่ต้องการความแน่นอนชัดเจน เพื่อให้ครม. ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

 

ส่วนขั้นตอนการอภิปรายในสภาผู้แทนฯตามมาตรา 152   นายปิยบุตร   กล่าวแต่เพียงว่า  ยังไม่มีการหารือกับพรรคเพื่อไทย เนื่องจากสัปดาห์นี้ไม่มีการประชุมสภา  แต่พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าแม้ผู้ตรวจการแผ่นดิน  ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรยังสามารถพิจารณาญัติติดังกล่าวได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาก่อน ซึ่งเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ ซึ่งรัฐสภากับศาลรัฐธรรมนูญมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากันไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-แค่ส.ส.สุรินทร์ไปขอบคุณ "บิ๊กตู่" ช่วยชาวบ้าน ถึงต้องกดดันเอาผิด ...แล้วถูกมั๊ยล่ะ ทักษิณเลือกจัดงบฯ ปลอดประสพ หยามคนภูเก็ต ??
-ศาลฎีกาพิพากษากลับ สั่ง จตุพร-ณัฐวุฒิ-อริสมันต์ ชดใช้เงิน 19.3 ล้าน ฐานยุยงคนเสื้อแดงเผาเมือง
-“ยุทธพงศ์” อดีตคนปชป. วันนี้ยกคำ เพื่อไทย ไม่รับใช้ทหาร ลุยเอาผิด 2 ส.ส.บุรีรัมย์ เพราะแสดงน้ำใจกับ ”บิ๊กตู่” ดูแลชาวบ้านในพื้นที่!??
-แฉบางพรรคระดมสมาชิกเข้ากลุ่มมิตรภาพรัฐสภาระหว่างปท.ฉวยโอกาสใช้เป็นเวทีการเมือง สุดพิลึก!สส.หลายคนไม่รู้เรื่อง
 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์