สนธิญาณ​-สุวินัย​-กิตติธัช​  จับมือก้าวข้าม​Gen!!  ตั้งสถาบันทิศทางไทย​ สร้างคลังปัญญาประเทศ

สนธิญาณ​-สุวินัย​-กิตติธัช​ จับมือก้าวข้าม​Gen!! ตั้งสถาบัน"ทิศทางไทย"​ สร้างคลังปัญญาประเทศ

Publish 2019-07-07 00:56:56


สืบเนื่องจากกรณีที่ “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” สื่อมวลชนอาวุโส ได้มีแนวคิดจัดทำโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยประชาธิปไตยภายใต้จารีตประเพณีวิถีไทยโดยใช้ชื่อว่า“สถาบันทิศทางไทย” ซึ่งจะเป็นการรวมตัวกันของเหล่าบรรดานักคิด นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้มีความรู้ ความสนใจ เพื่อเพิ่มช่องทางเลือกตัว  ให้กับคนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ส่วนใจ สำหรับการเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่ได้หลงลืมรากเหง้าของตนเอง โดยไม่มีเจตนาให้เป็นองค์กรสู้รบทางการเมืองหรือมีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นศัตรู

 

 

ล่าสุด ดร.สุวินัย   ภรณวลัย  อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หนึ่งในรายชื่อคณะกรรมการผู้ก่อตั้ง "สถาบันทิศทางไทย"  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุ... Manifesto (คำประกาศ) ของสถาบันทิศทางไทย / สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, สุวินัย ภรณวลัยและเวทิน ชาติกุล

 

(หนึ่ง) แลไปข้างหน้า ...



ในอีก​ 30​ ปี​ต่อจากนี้ จำนวนประชากรโลก​จะเพิ่มขึ้นจาก​ 7, 536 ล้านคน​ มาเป็น​ 9,847 ล้านคน​ การคาดการณ์​จำนวนประชากรในประเทศที่สำคัญ​ อินเดีย​- 1,676 ล้านคน, จีน​-​ 1,343​ ล้านคน,​ สหรัฐ- 397​ ล้านคน​ 

 

ส่วนประเทศไทย​ จำนวนประชากร​จะลดลงจาก​ 66.1 ล้านคน​ เป็น​ 62.6 ล้านคน​ อันเป็นผลมาจาก​ "คนมีลูกน้อยลง ครอบครัวหนึ่งเลือกที่จะมีลูกแค่ 1-2 คน หรืออาจจะไม่มีเลย", ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป, การวางแผนครอบครัว, ความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ ฯลฯ

 

นอกจากนี้การ​พัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ๆ​ ประเภท"คลื่นลูกที่สี่-คลื่นลูกที่​ห้า" จะทำให้เกิดการ​ "ทำลายล้าง" (disruption)​ ทางสังคม​/ เศรษฐกิจ​/ การเมือง​/ วิถีชีวิต​ ในสังคม​ไทยและสังคมอื่นๆทั่วโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​
ไม่มีประเทศไหนที่จะรอดจากเงื้อมมือของการทำลายล้างทางเทคโนโลยีนี้ อาจต่างกันแค่ขนาดและระดับของการทำลายล้างเท่านั้น

 

ตามการประมวลของ​ McKinsey Global Institute การ​ Disruption ทางเทคโนโลยี่ที่สำคัญ​จะเกิดในสาขาพื้นที่​ดังต่อไปนี้

1.​ เทคโนโลยี​ปัญญาประดิษฐ์​ (AI), เทคโนโลยี​ Mobile Internet, เทคโนโลยี​ Automation of knowledge Work​ และ​ เทคโนโลยี​ Internet of Things (IOT) 
จะส่งผลทำให้​ การทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเตอร์เน็ต, การตรวจโรคระยะไกล, ซอฟต์แวร์ “ฉลาด” ที่คิดวิเคราะห์ได้​ สามารถวินิจฉัยโรคจากข้อมูลและอาการ ร่างคำฟ้อง และแนะนำเรื่องกฎหมาย, ตัวสินค้าทุกอย่างจะมี​ IP address เพื่อส่งข้อมูลสื่อสารกลับได้, สามารถประเมิน​ คุณภาพของดินจาก​ sensors ที่โรยไว้​ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค, ภาคการเงิน, ภาคสื่อ, ภาคกฏหมาย​-ความยุติธรรม​ จะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัว

 

2.​ เทคโนโลยี​ Advanced robotics และ​ Autonomous vehicles (drones) 
จะทำให้เกิดหุ่นยนต์ผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ, เกิดการทดแทนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม,​ รถยนต์ไร้คนขับ, การสำรวจที่มนุษย์เข้าไปไม่ได้, การสำรวจผลิตผลการเกษตรขนาดใหญ่​ และ​ การสงคราม​ ทำให้​ภาคแรงงาน​ ภาคอุตสาหกรรม​ ภาคความมั่นคง​ ต้องปรับตัว 

 

3.​ เทคโนโลยี​การจัดเก็บข้อมูล​ (Cloud technology)​ และ​ เทคโนโลยี​ Blockchain 
จะทำให้เกิดระบบข้อมูลแบบอภิมหภาค​ (Big-Data)​ ของทุกๆ​เรื่อง​ และการเชื่อมต่อของเครือข่ายข้อมูล​ที่เข้าถึงตัวบุคคล​ มีความปลอดภัย​ และโปร่งใสมากขึ้น เช่น​ การตรวจสอบธุรกรรมการเงิน​, การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ, การใช้เงินภาษี​ประชาชน​ จะส่งผลให้ ปัจเจกบุคคลมีอำนาจ​ตรวจสอบเพิ่มขึ้น​ การสนับสนุนเสรีภาพ​ ประชาธิปไตย​จะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ

 

4.​ เทคโนโลยี​ Genomics 
ที่สามารถปรับปรุงพัฒนายีนส์เพื่อรักษาโรค, พัฒนาพันธุ์สัตว์ พืช ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด​ ส่งผลต่อภาคเกษตร​ ประมง​ ป่าไม้​ รวมถึง​ การแพทย์​ 

 

5.​ เทคโนโลยี​พลังงาน​ แบบ​ Renewable 
ที่สามารถ​ ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆที่ไม่มีวันหมด​ เช่นจากแสงแดด ลม คลื่น​ ส่งผลต่อภาคพลังงาน

 

อนึ่ง ที่ผ่านมาการกำหนดทิศทางของสังคม​/การเมือง​/ เศรษฐกิจ​โลก​ จะอยู่ในมือของผู้กุมอำนาจและครอบงำทางการเงิน​ของอเมริกา​ ที่รู้จักกันในชื่อ Federal Reserve of​ New​ York​ สาขาหลักของ​ Federal​ Reserve​ Systems ที่พิมพ์เงินดอลล่าร์และดูแลความมั่นคงทางการเงินของสหรัฐ​ โดยมีผู้ถือหุ้นเป็น​ "เอกชน" 8​ ตระกูลใหญ่​ โดย​ 4​ ตระกูลใหญ่​อยู่ในอเมริกา​ (Goldman Sachs, Rockefellers, Lehmans และ​ Kuhn Loebs)​ และอีก​ 4​ ตระกูลอยู่ในยุโรป​ (Rothshlics of​ Paris and​ London, Warburg of​ Hamburg, Lazards of​ Paris​ และ​ Isael Moses Seifs of​ Rome)​

 

แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี​แบบทำลายล้างครั้งนี้ได้ทำให้​กลุ่มอำนาจทางการเงินที่เคยยึดกุมและครอบงำเศรษฐกิจโลกอยู่​ จำต้องปรับเปลี่ยนดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต​ และ​จะขยายกรอบให้มากกว่าเพียงนโยบายการเงินและการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ โดยจะครอบรวมไปถึงตลาดทุน​ที่เป็นต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจ​ และ​ การเข้าไปควบคุมการผลิตเศรษฐกิจปัจจัยพื้นฐาน​ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเสียเอง

 

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มอำนาจทางการเงินกลุ่มนี้ ยังเตรียมนำเงินคริปโต (Cryptocurrency) อย่าง Libra มาทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ใกล้จะล่มสลายในฐานะเงินสกุลหลักของโลก เพื่อครอบงำการเงินโลกสืบต่อไปอีกด้วย

 

พวกเรา, ชาวสถาบันทิศทางไทยแลเห็นแต่ "วิกฤตเชิงซ้อน" และ "การทำลายล้างระดับหายนะ" รออยู่เบื้องหน้า การจะขับเคลื่อนสังคมไทยให้อยู่รอดและรุดหน้าไปอย่างมั่นคงได้นั้น พวกเรานอกจากต้องเห็นป่าทั้งป่าแบบนักยุทธศาสตร์แล้ว พวกเรายังจำเป็นต้องตั้งโจทย์ให้ถูกและตีโจทย์ให้แตกด้วย ถึงจะสามารถนำพา "นาวาสยาม" ฝ่าพายุร้ายที่ตั้งเค้าอยู่เบื้องหน้า โดยเรือไม่ล่มจมใต้ท้องทะเลลึกได้

 

พวกเรา, ชาวสถาบันทิศทางไทย ได้ตั้งโจทย์หลัก 3 ข้อ โดยถือเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของสถาบันทิศทางไทย ดังต่อไปนี้

 

1.​ คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้​กับ​ การครอบงำ​-การผูกขาด​ของอำนาจทุนข้ามชาติ​ และอำนาจการเงิน​ของทุนนิยมสามานย์โลก ที่สามารถบดขยี้ประเทศเล็กๆให้ล่มสลายหรือย่อยยับได้ เพียงเพื่อผลประโยชน์อันเห็นแก่ตัวของทุนนิยมสามานย์โลก ด้วยสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ทำให้ประเทศของเราเป็นที่หมายปองของเหล่าประเทศมหาอำนาจที่กำลังแข่งขันช่วงชิงความเป็นจ้าวโลกกันอย่างดุเดือดด้วยเดิมพันที่สูงยิ่ง

 

2.​ คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกันสถาปนา "ระบบเศรษฐกิจรากฐาน​" ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต​ เพื่อให้สังคมไทย​มีความแข็งแรง​ สามารถยืนอยู่ได้​บนขาตัวเอง​ อันเป็นแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้แล้ว การบริหารทรัพยากรของชาติร่วมกัน เพื่อให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ อยู่รอดได้ด้วยตนเองแม้โลกตกอยู่ในภาวะวิกฤตอันเนื่องมาจากสงครามการค้า วิกฤตเศรษฐกิจโลก และการก่อสงครามตัวแทนเพื่อช่วงชิงการเป็นจ้าวโลก

 

3.​ คนไทยทั้งประเทศต้องเห็นพ้องต้องกันในการสถาปนาระบอบการปกครอง​ เพื่อให้มีการเกิดดุลของอำนาจในสังคมที่เป็น​ "อัตลักษณ์" ของตนเอง​ ไม่ใช่กลไกเสรี​ประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง​ ที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงทั้งทางการเมือง​ ด้านความมั่นคง​ และ​ทางเศรษฐกิจ​ จาก​ "ต่างชาติ" ที่เป็นมหาอำนาจ



(สอง) มายาคติของ "เสรีนิยม-ประชาธิปไตย" ...

 

บนหนทางที่พัฒนาการทางเทคโนโลยีล้ำหน้าไปอย่างก้าวกระโดด​ แต่ยึงยึดติดอยู่กับระบบคิดแบบ​ "เสรีนิยม-ประชาธิปไตย" แบบตะวันตกกำลังพาสังคมตะวันตกไปยืนอยู่บนปากเหวของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ​ สังคม​อย่างเห็นได้ชัด 

 

สหภาพยุโรปที่หลังยุคสงครามเย็นกลับฟื้นตัวมีความมั่งคั่งเหนืออเมริกาและจีนจากชัยชนะของโลกเสรี​ แต่บัดนี้กำลังตกอยู่ในภาวะโซชัดโซเซ​ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปในปัจจุบันอยู่ในระดับกะปลกกะเปลี้ย และความไม่เสมอภาคกันทางเศรษฐกิจสังคมกำลังเพิ่มสูงขึ้น​ รวมถึง​ การเพิ่มขึ้นของพรรคการเมืองที่ระแวงสงสัยการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป (Euroskeptic parties) ที่โจมตีโมเดลการรวมตัวแบบกึ่งสหพันธรัฐของอียู, ลัทธิเหยียดเชื้อชาติ (racism) และอาการเกลียดกลัวต่างชาติ (xenophobia) ตรงกันข้ามกับจินตนาการของอดีตนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) ของอังกฤษที่ประกาศในทศวรรษ​ 1980 ว่าโลกไม่มีทางเลือกอื่น​ (“there is no alternative” =TINA)​ นอกจากลัทธิเสรีนิยมที่อิงพลังตลาด (market liberalism)

 

ส่วนประเทศ​เสรีนิยมประชาธิปไตย​ อย่าง​สหรัฐฯนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายซึ่งมีอยู่กำลังอยู่ในอาการเสื่อมโทรมผุพัง​ และการขยายตัวใหญ่โตเกินไปของเครือข่ายผลประโยชน์ร่วมระหว่างฝ่ายทหารกับอุตสาหกรรม (military-industrial complex) กำลังเป็นภัยคุกคามที่จะทำให้เศรษฐกิจล้มละลาย​ ไม่นับถึงความฉ้อฉลในกลุ่มธนกิจการเงินที่นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศครั้งใหญ่

 

แม้กระนั้นโลกตะวันตก​ ก็ยังดำเนินการ​ "แทรกแซง" และ​ แทรกซึม" ทั้งทางเปิดเผย​ (ผ่าน​ ฑูต, องค์กรจัดตั้ง, สื่อตะวันตก)​ ในรูปแบบการ ”สนับสนุนจากต่างประเทศ” และทางลับ ให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อ​ "สร้างกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย" แก่กลุ่มนักเคลื่อนไหว​ เอ็นจีโอ​ สื่อ​ และพรรคการเมือง​ในประเทศที่เป็น​ "เป้าทางยุทธศาสตร์" ของโลกตะวันตก​ (แน่นอนว่าประเทศไทยคือหนึ่งในเป้าทางยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตก)

 

"นโยบายต่างประเทศ" ของประเทศเหล่านี้​ (สหรัฐ อังกฤษ แคนาดา)​ ล้วนเป็นเพื่อประโยชน์ของตัวเอง​ ไม่ใช่เพื่อ ”ประชาธิปไตย” และมีผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศที่ตนให้การ ”สนับสนุน” อยู่​ ดังปรากฏการมีส่วนร่วมของสหรัฐ อังกฤษ แคนาดาใน​ "การก่อสงครามที่มิชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ลิเบียในแอฟริกาเหนือ ซีเรียในตะวันออกกลาง ไปจนถึงอัฟกานิสถานในเอเชียกลาง รวมไปจนถึงการร่วมกันให้ความสนับสนุนเผด็จการอย่างแท้จริงเช่น ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และยูเครนที่มีแนวคิดแบบนีโอนาซี หรือการแสดงเจตนา​ "แทรกแซง" และละเมิด​ "อธิปไตยทางการฑูต" ในกรณีของการไปแสดงตนตามหมายเรียกของธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ

 

ความเสื่อมทรุดในตัวเองของโลกเสรีตะวันตก​ ความล้มเหลวของนโยบายต่างประเทศ​เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเค้าลางแห่งความหายนะและความพ่ายแพ้ของโลกตะวันตก​ และอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง​ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก​ ตั้งแต่ความพยายามอย่างงุ่มง่ามในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของเวเนซูเอลา ไปจนถึงความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายในซีเรีย และสงครามในอัฟกานิสถานที่ค้างคาอยู่กว่าสองทศวรรษ ในส่วนของภูมิภาคนี้ 

 

รวมถึงความล้มเหลวในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่สหรัฐจะถูกชิงความเป็นใหญ่โดยจีนและอำนาจอื่นในภูมิภาคที่แข็งแกร่งขึ้น ในทางแพร่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการ​กวาดล้างทางเทคโนโลยี​ และ​ ลัทธิเสรีนิยม​-ระบอบประชาธิปไตยนิยม​-เศรษฐกิจทุนสามานย์โลก​ 

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องมี​ "ทางเลือกอื่น" ที่จะรับมือบนพื้นฐานของทรัพยากรที่มี​ และรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง​ของตนเองอย่างเร่งด่วน

 

นั่นคือความจำเป็นที่ต้องมุ่งเน้น​ "ความเข้มแข็งบนตัวของตัวเอง" ด้วยการวางโครงสร้้างทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับทรัพยากรของประเทศไทย​ และสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลก​ 

 

นั่นคือ​ การพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับ​ 25.07 ล้านคน​ (38.14% ของประเทศ)​ให้มั่นคง​

 

โดยเฉพาะการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับอาหาร​เพื่อตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกในอีก 30​ ปีข้างหน้า​ ซึ่งประชากรของไทยจะไม่เพิ่มขึ้น​ จะมีพื้นที่ที่สามารถใช้ได้เต็มที่​ เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ (เช่น​ Smart​ Farm)​ เพื่อการปฏิรูปพื้นที่เกษตร​ ปฏิรูปการเพิ่มผลผลิต​ฯลฯ​ สร้างกระบวนการผลิตเป็น​ "ชุมชน" ที่เลี้ยงดูตัวเองและมีความมั่นคง​ แต่มีการเชื่อมโยง​ สื่อสาร​ ปฏิสัมพันธ์กับเป็น​ "สังคม" ด้วยระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่ทันสมัย​ โดยสัมพันธ์กับระบอบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข​ ซึ่งเป็นรากฐานของ​ขนบ​ จารีต​ แบบแผนอันดีงามของไทย

 

นี่คือหนึ่งในแนวทางที่สถาบันทิศทางไทยต้องการนำเสนอต่อคนไทยทั้งประเทศในตอนนี้ และเป็นความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ที่เป็นเครือข่ายแห่งคลังปัญญาของประเทศนี้

 

(สาม) ทิศทางของสถาบันทิศทางไทย ....

1.​ สถาบันทิศทางไทยก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น "เครือข่ายแห่งคลังปัญญาของประเทศนี้" ที่บูรณาการองค์กรสื่อทั้งสื่อหลักและสื่อโซเชียลเข้ากับเครือข่ายปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เพื่อช่วยกันยกระดับการรับรู้และสติปัญญาของผู้คนในสังคมโดยรวมให้มุ่งไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืน

 

2.​ คณะผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทยไม่ได้มีเจตนาสร้างสถาบันทิศทางไทยนี้ให้เป็นองค์กรสู้รบทางการเมืองหรือมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นศัตรูโดยเฉพาะ แต่เรามุ่งมองไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์และอย่างเป็นองค์รวมตามความเป็นจริงและปฏิบัติได้จริงโดยถือเป็นความสำคัญลำดับต้นๆของสถาบันทิศทางไทย

 

3.​ เนื้อหาของหลักสูตรหลักๆของสถาบันทิศทางไทย 

(1) องค์ความรู้เกี่ยวกับอนาคต  จะเข้าใจอนาคตของโลกในภาพรวมหลังจากนี้ได้อย่างไรโดยไม่หลงทาง หรือติดอยู่ในกับดักทางความคิดจนไม่เห็นความเป็นจริงของตัวเองและสังคมอย่างที่มันเป็นจริงๆ

 

(2) องค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานในศตวรรษที่ 21  อะไรคือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ที่คนไทยควรมี ที่เราคิดอยู่ คือ ทักษะทางจิตกับทักษะการตื่นรู้(ความรู้ตัว) เพื่อแปรข้อมูลเป็นปัญญา

 

(3) องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจุบัน รู้ทันความเป็นไปของสังคมและของโลก อย่างไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร จนสามารถมองปัจจุบันอย่างเป็นองค์รวมในทุกๆมิติตามที่มันเป็นจริง และไม่ถูกบิดเบือน ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการรับรู้ความเป็นจริงโดยไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์และอุปทานรวมหมู่

 

(4) องค์ความรู้เกี่ยวกับอดีต รักษาและถ่ายทอดภูมิปัญญาโบราณที่ทรงคุณค่าเอาไว้เพื่อมอบให้เป็นมรดกทางความคิดและมรดกทางจิตวิญญาณแก่อนุชนคนรุ่นหลัง

 

สำหรับรายชื่อกรรมการผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทยประกอบด้วย ...

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์