พล่านขนาดนี้..จะให้เข้าใจว่างัย!! กรณี “ธนาธร” พาดพิงศาลรธน. ส่อปลุกระดมต้าน เตือนระวังไว้เลย ชะตากรรม “ทักษิณ” คือแบบอย่าง?

พล่านขนาดนี้..จะให้เข้าใจว่างัย!! กรณี “ธนาธร” พาดพิงศาลรธน. ส่อปลุกระดมต้าน เตือนระวังไว้เลย ชะตากรรม “ทักษิณ” คือแบบอย่าง?

Publish 2019-07-04 11:04:02


 กลับมาเปิดปากพูดถึงคดีการถือครองหุ้นสื่ออีกรอบ  สำหรับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ด้วยเหลือเวลาไม่มาก  จากกำหนดวันที่ 8  กรกฎาคม  2562  และศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ขยายเวลาส่งเอกสารชี้แจงไปอีก 15 วันตามคำร้องขอ

 

เพียงแต่ครั้งล่าสุดนี้  ดูเหมือนว่านายธนาธร  ออกอาการชัดเจนว่า  หวั่นไหวในข้อกล่าวหาของกกต.   ตามคำร้องที่มีการยื่นไว้ โดย นายศรีสุวรรณ จรรยา   เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  อยู่ไม่น้อย  แม้ว่าปากจะยืนยันไม่กังวล 

 

โดยการระบุว่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ    คือ ถ้าส.ส.คนอื่นไม่ถูกตัดสินว่าผิด เพราะแค่จดทะเบียน ไม่ได้ทำสื่อจริง  กรณีของตนก็ต้องไม่ผิด  เนื่องจากบริษัทวี-ลัค มีเดีย  ที่ตนถือหุ้นสื่ออยู่หยุดทำสื่อ  ไม่มีพนักงาน  เนื่องจากมีการเลิกจ้าง  และเตรียมการปิดบริษัทไปตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน  2561 แล้ว

 

ไม่เท่านั้นนายธนาธร ยังพูดถึงแนวโน้มคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า  ถ้าทุกคนรอดหมด  ผมผิดคนเดียวก็จะทำให้ประชาชนตาสว่าง  เห็นองคาพยพในสังคมว่า องค์กรไหนหนุนการสืบทอดอำนาจของคสช.



คงไม่ต้องอธิบายความว่าในสิ่งที่นายธนาธร  ต้องการจะสื่อสารกับสังคมหรือบรรดาแฟนคลับทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อจุดประสงค์อะไร

ย้อนกลับไปล่าสุด   นายธนาธร ก็เพิ่งไปพูดในช่วงจังหวะเข้าร่วมกิจกรรม "ดนตรีประชาธิปไตย 24 มิถุนา วันอะไร?"   แล้วพูดถึงกรณีนายสิรวิชญ์  หรือ จ่านิว  ว่า  จะต้องไม่ปล่อยให้เขาต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว 

นายธนาธร  เอ่ยพูดในบางช่วงบางตอนว่า  ถึงเวลาที่จะต้องมาเรียกร้องและรณรงค์นำคนผิดมาลงโทษ  แต่กรณีนี้จะทำไม่ได้เลยถ้าประชาชนไม่ให้ความสนใจ   จึงถึงเวลาแล้วที่ความสนใจของประชาชนกับการทำงานของพรรคการเมืองต้องประสานกัน เพราะต่างมีบทบาทหน้าที่  ไม่ให้เรื่องนี้ผ่านไป

แต่ไฮไลต์สุด ก็คือการที่นายธนาธรเปิดปากพูดว่า  เพื่อนร่วมอุดมการณ์ผม  ถูกทำร้ายจากการปฏิบัติการที่วางแผนมาดี แยบยล   ดังนั้นถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องออกมายืนเคียงข้างกัน แสดงความสมานฉันท์กัน  ไม่อย่างนั้นอำนาจทมิฬเช่นนี้จะคอยคุกคามประชาชนอยู่เรื่อยไป  เราต้องลุกขึ้นแล้วบอกว่าพอได้แล้วกับการข่มขู่คุกคาม ใช้ความรุนแรงมากำจัดคนเห็นต่าง

 

แน่นอนว่ากับคำพูดในลักษณะแนวๆ นี้  หลายคนคงคุ้นหู  เพราะได้ยินบ่อยครั้งมาก  ในช่วงเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง  ในปี 2552 และ ปี 2553  กับสิ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร ปลุกระดมให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุม  ต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  จนสุดท้ายก็กลายเป็นเหตุเผาเมือง  มีกองกำลังชุดดำออกมาไล่ยิงทหาร และประชาชน

 

 

 

ถึงตรงนี้ไม่ต้องอธิบายซ้ำ ๆ ว่าทำไมเราจึงเชื่อว่า นายธนาธร หวั่นไหว กับผลการตัดสินคดีถือหุ้นสื่ออยู่ไม่น้อย แม้ปากจะว่าไปอีกแบบหนึ่ง

ประเด็นนี้น่าสนใจ  เพราะ  อ.ชูชาติ  ศรีแสง   อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้แสดงความเห็นเกี่ยวโยงกับหลักฐานทางกฎหมาย   ที่ถูกนำมาใช้ต่อสู้ทางคดี  จากสิ่งที่นายธนาธร   หยิบยกมากล่าวอ้างก่อนหน้า

......ไม่กังวล ว่ากันไปตามกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้า ส.ส.คนอื่นไม่ถูกตัดสินว่าผิด เพราะแค่จดทะเบียนไม่ได้ทำสื่อจริง ของตนก็ไม่ผิด เพราะบริษัทที่ตนถือหุ้นสื่ออยู่หยุดทำสื่อ ไม่มีพนักงาน เลิกจ้างเตรียมปิดบริษัทตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 แล้ว

......คำตอบของนายธนาธรดังกล่าว หมายความว่า  ผู้ที่ไม่เคยประกอบกิจการเกี่ยวสื่อเลยกับตนเองที่ประกอบกิจการสื่อและมีรายได้จากการทำสื่อ แต่หยุดไม่ได้พิมพ์หนังสือแล้วต้องได้รับการพิจารณาและผลการวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญต้องเหมือนกัน

ตรรกะของนายธนาธรก็เปรียบเหมือนกรณีที่นายแดงกับนายเหลืองถูกฟ้องต่อศาลในข้อหาจำหน่ายยาเสพติด ข้อเท็จจริงได้ความว่านายแดงเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดในช่วง ปี 2559-2560 แต่นายเหลืองไม่เคยจำหน่ายยาเสพติดมาก่อนเลย ศาลต้องพิพากษาเหมือนกันคือถ้าลงโทษก็ต้องลงโทษทั้งสองคน ถ้ายกฟ้อง ก็ต้องยกฟ้องทั้งสองคน

แต่ประเด็นสำคัญต้องไม่ลืมว่า.....ก่อนหน้านี้นายธนาธรได้กล่าวตลอดมาว่า ตนเองได้โอนหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ  ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562

แต่ล่าสุดกลับอ้างเหตุว่าหยุดประกอบกิจการสื่อแล้ว  แสดงให้เห็นว่านายธนาธรสับสนเอาแน่นอนไม่ได้ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรและจะสู้คดีอย่างไร เพราะความจริงเป็นอย่างไร นายธนาธรย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองแล้ว

 

 



ชัด ๆ เลยประเด็นนี้  ถ้านายธนาธรมั่นใจว่าไม่ผิด  ก็ไม่ต้องออกอาการขนาดนี้  ไม่ต้องขอยืดระยะเวลายื่นหลักฐานครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กรณีนี้มีสัญญาณว่าเจ้าตัวกังวล

ทั้งหมดก็ด้วยเหตุผลสำคัญ ว่าโอกาสที่นายธนาธรจะถูกตัดสินชี้มูลผิดมีสูง  และในกรณีถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา  ผลกระทบทางการเมืองต่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อาจจะถึงขั้นติดคุกติดตารางกันเลยทีเดียว

เริ่มต้นจากการที่สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรจะสิ้นสุด  ด้วยความผิดเรื่อง การต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้ง  เป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3)  คือ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

นอกจากนี้ในกรณีถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้มูลความผิด  นายธนาธรก็อาจถูก กกต. ดำเนินคดีตาม พรป.เลือกตั้ง มาตรา  151  ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง   เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ได้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1  ปีถึง 10 ปี

และปรับตั้งแต่ 20,000  บาทถึง  200,000   บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี

@ อย่างไรก็ตามไม่ว่าสุดท้ายกรณีการพิจารณาคดีการถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร  จะจบลงในรูปแบบไหน อย่างไร  สิ่งสำคัญสูงสุดคือการเคารพในกระบวนการยุติธรรม  ในทางตรงข้ามหากคำวินิจฉัยเป็นผลลบ แล้วนายธนาธรทำในสิ่งที่ทักษิณเคยทำไว้ ก็คอยดูกันต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :


หม่อมเต่านาโพสต์ถึงธนาธร หรือเลือดและกงสีจะข้นกว่าน้ำลาย

บิ๊กตู่ไม่ใช่ตัวปัญหา !!! ธนกรจวกธนาธรมีอคติ เลิกใช้วาทกรรมสืบทอดอำนาจ

ธนาธรเคลื่อนไหวพูดถึงจ่านิว ฟังแล้วนี่ไม่ใช่ไฮปาร์คปลุกระดมใช่ไหม

อย่าว่าแต่นายกรัฐมนตรีเลย "ธนาธร" ความรู้ที่มีเป็นรัฐมนตรีช่วยยังไม่ได้เลย



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวชนุตรา เพชรมูล
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์