อนุทิน-เฉลิมชัย!?!กลยุทธ์เซียนการเมืองเปิด:ปิดดีลขั้วที่3

อนุทิน-เฉลิมชัย!?!กลยุทธ์เซียนการเมืองเปิด:ปิดดีลขั้วที่3

Publish 2019-05-22 15:34:09


นี่ถ้าเป็นนักมวยก็ต้องเรียกว่า เป็นมวยชั้นครู ซือแป๋เรียกอาจารย์กันเลยทีเดียว สำหรับก้าวย่างทางการเมืองของเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะต้องยอมรับว่า หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ สปอร์ตไลท์ทางการเมืองได้ฉายมาที่ เสี่ยหนูอย่างเจิดจรัส จนกระทั่งบัดนี้ต้องเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หล่อเลือกได้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งทางการเมืองถึงขนาดที่ว่า หาก51เสียงเทไปทางไหน ฝั่งนั้นคือรัฐบาล ไม่ว่าขั้วพลังประชารัฐ ไม่ว่าขั้วเพื่อไทย และยังมีปรากฏการณ์ขั้วที่สามเกิดขึ้นด้วย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่???  และการเดินกลยุทธ์ของภูมิใจไทยเป็นอย่างไร ก็ต้องลองติดตามกันนับจากนี้อย่าได้กะพริบ!?!



 

การที่นายอนุทินโพสต์ภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพคู่กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.จังหวัดประจวบฯพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างร่วมรับประทานอาหารกัน พร้อมใส่แคปชั่นภาพว่า

 “ทำงานกันอยู่นะครับ ไม่ได้มากินกันเฉยๆ ตามที่ได้พูดไว้ทุกอย่าง”

 

ซึ่งก็ว่ากันว่าเรื่องเป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่มีรายงาน นายเฉลิมชัย จะเดินทางไปพบนายอนุทิน และสอดคล้องกับมติพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันที่บอกว่า จะเดินสายพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นๆเรื่องการร่วมหรือไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล???

 

 

 



 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางอาหารมื้อนั้น กลับมีการตีความ วิเคราะห์ วิจารณ์กันไปในหลากหลายมุม บ้างก็ว่า นี่คือสัญญาณที่ชัดแล้วสำหรับสองพรรคตัวแปรขนาดกลาง ทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยได้จับมือกันตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โดยแว่วว่ามีการเลือกกระทรวงที่พรรคตนเองอยากจะเข้าไปทำงานสานต่อนโยบายที่ได้ใช้หาเสียงกับประชาชนไว้ ในขณะที่อีกประเด็นสำคัญที่มีการพูดถึงของคนนอกวง คือ ทั้ง 2 ฝ่ายหารือกันนั้นได้เสนอขั้วที่ 3 ด้วย โดยพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวน 52 เสียง และ พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง รวมกันจะได้ส.ส. 103 เสียง ที่สามารถไปเชื้อเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นทางออกของประเทศในเวลานี้ โดยมีสองพรรคขนาดเล็ก คือ ชาติไทยพัฒนา ที่มี 10 ส.ส.และพรรคชาติพัฒนาอีก 3 ส.ส.จะเข้าร่วมด้วย???

 

 

ทั้งนี้เหตุผลที่ถูกอ้างกันออกมาก็คือ เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ขั้วที่ 1 และ ขั้วที่ 2 ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ โดยเฉพาะคนในพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นไปหลายทิศทาง ทั้งไม่สามารถไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้ บางกลุ่มก็ไม่สามารถสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งบางคนยังสนับสนุนให้เป็นฝ่ายค้านอิสระ ขณะที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทย ก็พบปัญหาหลากหลากหลาย ว่า ส.ส. บางคนเกรงว่าไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ก็จะมีปัญหาในพื้นที่เพราะมีกระแสต่อต้านทหาร หรือ บางคนก็บอกว่าไปร่วมรัฐบาลกับฝ่ายไหนก็ได้แต่ขอให้สามารถผลักดันนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง และทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบได้ก็พอ

 

 

กระนั้นรายงานข่าวแจ้งว่าท้ายที่สุด การหาเรื่องขั้วที่ 3 ทางนายอนุทิน และ นายเฉลิมชัย จะนำไปหารือกับพรรคของตัวเอง ว่าเห็นด้วยกันแนวทางนี้หรือไม่ พร้อมทั้งรับฟังกระแสสังคมควบคู่ว่าจะขานรับแนวทางขั้วที่ 3 ด้วยหรือไม่ หากประชาชนเห็นด้วยและสนับสนุนไปให้ตลอดรอดฝั่ง ก็เชื่อว่าโอกาสของขั้วที่ 3 ด้วยจำนวนตั้งต้น 103 เสียง จะมีโอกาสเดินหน้าไปได้ที่จะชักชวนพรรคการเมืองต่างๆมาจัดตั้งรัฐบาล???

 

นั่นคือสุ้มเสียงที่มีการอ้างรายงานข่าว ถามว่าเชื่อได้หรือไม่ และจะเชื่อได้แค่ไหน??? ที่ผ่านมา ณ ห้วงเวลานี้สังคมคนไทยต้องเจอกับบรรดาข่าวลือ ข่าวปล่อย เยอะแยะจนบางครั้งก็แยกไม่ออกว่า เรื่องไหนเท็จ-เรื่องไหนจริง แต่ที่แน่ๆเชื่อถือได้คือ คนที่ปล่อยข่าวออกมาย่อมได้ผลประโยชน์ด้านบวก ก็เพราะสิ่งนี้ทำเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากทั้งสองฝั่ง อย่าลืมว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาข่าวปล่อยได้ถูกโยนออกมาจากพรรคพลังประชารัฐนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าการสกัด2ป. บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก โดยอ้างพรรคร่วมว่าไม่ต้องการพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่อยากได้พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้ามาในครม.ชุดใหม่ กับเหตุผลไม่อยากให้ถูกมองว่านี่เป็นการสืบอำนาจมีภาพของทหารคสช. เป็นรัฐบาลลายพราง

 

 

และไม่เพียงเท่านั้นหากติดตามข่าวสารการเมือง สำหรับข่าวปล่อยที่ถูกโยนออกมาระลอกแล้วระเล่า ในเรื่องโควตารัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็ถูกมองว่าเป็นการแย่งตำแหน่งกันเองภายในพรรค ที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มสามมิตร กลุ่มลายพราง กระทั่งกลุ่มกปปส. และนี่เองพวกเขาจึงโดนวิพากษ์วิจารณ์ไปในด้านลบว่านี่คือ การเล่นการเมืองเพื่อหวังต่อรอง บีบรัดพรรคร่วม ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดนัก อย่างน้อยก็เป็นการประจานให้รู้ว่า ภายในพรรคมีปัญหา!?!

 

 

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจนักหากพลังประชารัฐ ถูกมองเป็นพรรคเฉพาะกิจ ทั้งเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจไม่มีพรรคนี้แล้วก็เป็นไปได้ นั่นความหมายว่า จะมีการแตกสลายแยกทางกันไปสู่พรรคอื่น ขณะที่เรื่องของขั้วที่สามนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ส่วนจะเป็นจริงหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ตั้งตัวเป็นแกนนำขั้วสาม ด้วยการผลักดันใครคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกับพลเอกประยุทธ์ นั่นก็คงคิดแล้วว่าจะไม่พึงพาเสียงโหวตของส.ว.ที่มีถึง 250 เสียง

 

 

ทั้งนี้หากตั้งสมการประชาธิปัตย์จับมือภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่เอานายกฯชื่อบิ๊กตู่ ถ้าเป็นไปตามรูปการณ์นี้ก็ต้องหาให้ได้ถึง 376 เสียงโดยไม่หวังพึ่งพาสว.ซึ่งก็ต้องดึงทั้งพรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ และบรรดาที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยมาทั้งหมด ซึ่งก็มีโอกาสน้อยเต็มทีกับจำนวนเสียงที่ว่านี้ เพราะแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย นอกเสียจากจะมีงูเห่าในพลังประชารัฐ หรือ งูเห่าจากส.ว.เอง แต่หากไม่มีงูเห่าจากที่ดังกล่าว นั่นก็ต้องไปเอาเสียงจากสว.แล้วคำถามก็จะเกิดขึ้นทันทีว่า วุฒิสภาจะยอมโหวตให้หรือไม่???

 

เช่นนี้หรือไม่จึงมีการตั้งข้อสังเกตคล้ายๆจะมั่นใจว่า อาจไม่มีขั้วที่สาม เพราะทั้งภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็รู้ดีว่า หากประกาศยอมร่วมกับพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่โดยกลายเป็นเสียงข้างมาก แต่เมื่อสว.ไม่ยอมโหวตให้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสองพรรคคืออนาคตใหม่และเพื่อไทยก็จะจับภูมิใจไทยเป็นเงื่อนไขให้ออกมาเคลื่อนไหวในทันที โดยอ้างถึงเสียงข้างมาก ทั้งที่รู้ว่าวุฒิสภาคงไม่มีทางจะลงคะแนนให้ ทั้งที่รู้ว่าตนเองไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ก็จะสร้างเงื่อนไขออกมาเคลื่อนไหวโดยจับเอานายอนุทินมาอ้างนั่นเอง

 

ถึงนาทีนี้จึงอยากจะบอกว่า การเมืองขั้วที่สามไม่แน่จะเป็นไปได้ และการออกมาของนายอนุทินและนายเฉลิมชัย ด้วยการโพสต์ภาพคู่จึงเป็นแค่กลยุทธ์ทางการเมืองที่คงความชาญฉลาด เพื่อส่งสัญญาณไปถึงพรรคพลังประชารัฐ อย่าได้บีบรัดต่อรองให้มากนัก อีกทั้งพลังประชารัฐเองก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว สนิทเหล็กอย่าให้เกิดเนื้อในตนให้เร็วเกินไปเพราะจะพังก่อนจะส่งลุงตู่ไปถึงฝั่งฝัน???   

 

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์