ไม่พล่านได้ไง-โทษถึงประหาร? มหากาพย์โกงบ้านเอื้ออาทรรัดคอวัฒนาหนักหน่วง พบฉ้อฉลถึงขั้นเรียก ค่าหัวคิวหลังละหมื่นจาก6 แสนยูนิต รวยปลิ้น

ไม่พล่านได้ไง-โทษถึงประหาร? "มหากาพย์โกงบ้านเอื้ออาทร"รัดคอ"วัฒนา"หนักหน่วง พบฉ้อฉลถึงขั้นเรียก "ค่าหัวคิวหลังละหมื่นจาก6 แสนยูนิต" รวยปลิ้น

Publish 2018-05-08 13:39:42

ไม่พล่านได้ไง-โทษถึงประหาร? "มหากาพย์โกงบ้านเอื้ออาทร" รัดคอ"วัฒนา" หนักหน่วง พบฉ้อฉลถึงขั้นเรียก "ค่าหัวคิวหลังละหมื่นจาก 6 แสนยูนิต" ที่ซอยสัญญาออกเป็นสัญญาย่อย ๆ หลายฉบับเข้ากระเป๋านักการเมืองผู้มีอำนาจขณะนั้น เรื่องนี้รวยกันปลิ้น
 

วานนี้มีข่าวใหญ่ทางการเมืองอยู่ชิ้น และจะว่าไปก็เป็นข่าวที่คอการเมืองให้ความสนใจ และถามหาความคืบหน้ามาโดยตลอด เพียงแต่ความยืดเยื้อของระยะเวลาในชั้นการสอบพยานที่ยาวนานกว่าทศวรรษทำให้หลายคนอาจลืม ๆ ไปบ้าง นั่นคือ "คดีทุจริตโกงบ้านเอื้ออาทร" ที่ "นายวัฒนา เมืองสุข" อดีต ส.ส พรรคเพื่อไทย-คนของนายใหญ่ทักษิณ ออกมาโวยวายวานนี้ โดยอ้างว่า ตนไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา และโบ้ยไปว่าเรื่องนี้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2549 โดยเขายังระบุด้วยว่า การไต่สวนไม่ได้ยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่มุ่งหมายเอาผิดที่ตนเป็นสำคัญ  พร้อมบอกในวันที่ 9 พ.ค. (พรุ่งนี้) ตนจะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากอัยการสูงสุด เพื่อนำตัวส่งตัวฟ้องต่อศาล และจะประกันตัวออกไปเพื่อต่อสู้คดี

 



นายวัฒนา ยังอ้างด้วยว่า คดีนี้พบข้อพิรุธถึง 5 ข้อ โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าที่ทอดนานมาถึง 12 ปี ทั้งที่ี่เป็นคดีที่ไม่ซับซ้อน สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือสอบพยานบุคคลเพื่อดำเนินคดีได้ ฯลฯ ...เขาอ้าง

คำกล่าวอ้างแบบแก้ตัวนายวัฒนาข้างต้นดูจะขัดแย้งกันเองไม่น้อย  โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าของคดี เพราะอย่างที่กล่าวเรื่องนี้สังคมถามหาความคืบหน้ามาโดยตลอด แต่การที่เรื่องเงียบหายไปนับ 10 ๆ ปีนั้น เรื่องนี้ต้องย้อนถามตัวนายวัฒนาเองว่า...กล้ายืนยันหรือไม่ว่า...ตน และ"ระบอบทักษิณ" ของตน ไม่ใช้อิทธิพลทางการเมืองที่มีอยู่อย่างแน่นหนาในสังคมไทย...ยื้อยุดฉุดกระชากให้คดีทอดนานออกไปนับ 10 ๆ ปี และทุกครั้งที่พรรคตนเองขึ้นมาเป็นใหญ่...ไม่ว่าจะผ่านนอมินีคนไหน...ใยคดีนี้จึงไม่คืบหน้าไปไหนเลย...ซึ่งก็เหมือนอีกหลาย ๆ คดีที่คนของพรรคเดียวกับนายวัฒนาตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในลักษณะนี้...เรื่องนี้ "นายวัฒนา" ควรเป็นฝ่ายตอบสังคมจึงจะถูก


และนั่นใช่หรือไม่ว่า...คือเหตุผลทั้งหมดที่ "นายวัฒนา และพรรคเพื่อไทย" เรียกร้องมีการเลือกตั้งในเร็ววัน...ยอมแม้กระทั่งดันหลังให้แก๊งเด็กละอ่อน "ก๊วนอยากเลือกตั้ง" ลงมาปลุกม็อบกลางถนน แม้จะแป๊กแล้วแป๊กอีก...และคนพรรคเพื่อไทยจะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า จนถึงขณะนี้ "นายวัฒนา" ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบเท่าที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา และตัวเขาคงต้องไปต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาลต่อไป...ซึ่งรับรองว่าหนักแน่


เพราะในทางสอบสวนพบว่า ช่วงที่นายวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในสมัยรัฐบาล "นายทักษิณ ชินวัตร 1" ช่วงปี 2546 นั้น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2549 ได้เข้าตรวจสอบโครงการนี้ และพบพฤติกรรมที่ส่อทุจริตหลายประการ ก่อนชี้มูลความผิดนายวัฒนาและผู้เกี่ยวข้อง และส่งไม้ให้ ป.ป.ช. พิจารณาชี้มูลต่อ หลัง คตส.หมดหน้าที่

โดยรายละเอียดการทุจริต ที่เอกสารการสอบสวนระบุนั้นพบว่า ตัวเขาถูกกล่าวหาว่า เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยเริ่มจากการที่ "บริษัท พาสทีญ่า" ได้โควตาเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ 7 โครงการ 7,500 ยูนิต มูลค่า 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสวนพลูพัฒนา โครงการผดุงพันธ์ โครงการนนทบุรี (วัดกู้ 1) โครงการนนทบุรี (วัดกู้ 3) โครงการสมุทรปราการ (วัดคู่สร้าง 1) โครงการปทุมธานี ลำลูกกา คลอง 2 และโครงการกระทุ่มแบน 3 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติในการเข้าเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ แต่ได้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้สามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้หรือไม่

ทั้งการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร เป็นหนึ่งในโครงการอื้อฉาวที่สุดโครงการหนึ่งที่ คตส. ตรวจพบ เพราะมีหลายส่วน-หลายพื้นที่โครงการที่ผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง ทั้งกระบวนการจัดหาที่ดินสร้างโครงการที่แพงเกินจริง การจัดซื้อจัดจ้าง การหาผู้รับเหมามาดำเนินโครงการ นอกจากนี้ยังมีการเรียกค่าหัวคิว 82 ล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายให้กับนักการเมือง

โดยจำนวนเงิน 82 ล้านบาท ที่ไหลไปเข้าเครือข่ายบริษัทค้าข้าวที่ใกล้ชิดนักการเมือง (ซึ่งก็เป็นตัวละครเดียวกับ พ่อค้าข้าวรายใหญ่ที่โกงจำนำข้าวยุคทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และถูกจำคุกอยู่ในขณะนี้) สอดคล้องกับจำนวนที่พยาน (ซึ่งก็คือนายหน้าผู้รับเหมาในโครงการฯ ซึ่งต่อมายอมมาเป็นพยานปากสำคัญของ คตส.) ให้การยืนยันว่า มีการเรียกรับเงินหน่วยละ 11,000 บาท จำนวน 7,500 หน่วยดังกล่าวข้างต้น (7,500*11,000 = 82.5 ล้านบาท...ไม่ขาดไม่เกิน - ผู้เขียน)

ต่อกรณีดังกล่าว "นายเสนาะ สุขเจริญ" อดีตนักข่าวมือสอบสวนของประชาชาติธุรกิจ ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา ได้เขียนบทความเรื่อง “ฉากหลัง คดีบ้านเอื้ออาทร ผลประโยชน์ทับซ้อน-หัวคิวหลังละหมื่น” ลงในเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา  ซึ่งถือว่าเป็นการชำแหละอภิมหาโครงการโคตรโกงนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความสำคัญ ๆ ตอนหนึ่ง (และขอตัดบางส่วนออกไป) คือ

โครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการประชานิยมยุครัฐบาลปี 2544 อยู่ในความรับผิดชอบของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) การกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป้าหมายสร้างบ้านราคาถูกให้ผู้มีรายได้น้อย 6 แสนหน่วย ภายใน 5 ปี (2546-2550) มูลค่าเงินลงทุน 2.86 แสนล้านบาท ก่อนถูกรัฐประหาร 2549

โดยบทความของ "นายเสนาะ" ระบุว่า  พบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) บริษัทของนักการเมืองและเครือญาติเป็นคู่สัญญารับเหมาหลายโครงการ อาทิ โครงการบ้านเอื้ออาทรขอนแก่น หนองคาย นครราชสีมา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ ส่วนใหญ่ เป็น สส. รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการ “พอกส่วนต่าง”ในการจัดซื้อที่ดิน เช่น โครงการรังสิตคลอง 2 เนื้อที่ 42 ไร่ เดิมราคาประเมิน 55 ล้านบาท กลุ่มนายหน้านำไปเสนอขายให้แก่บริษัท ไชน่า สเตท คอนสตรัคชั่น เอนจิเนียริง จำกัด 89.25 ล้านบาท ต่อมาได้นำไปเสนอขายให้การเคหะฯ ในราคา 97.75 ล้านบาท หรือไร่ละ 2.3 ล้านบาท เกิดกำไรส่วนต่างประมาณ 40 ล้านบาท เป็นต้น ปัญหาการเบิกเงินล่วงหน้า กินเปล่า แล้วทิ้งงาน อาทิ ผู้รับเหมารายหนึ่งเป็นแค่ หจก. มีสำนักงานที่ตั้งเป็นเพียงห้องแถวซอยลาดปลาเค้า กรุงเทพฯ บัญชีงบดุล มีรายได้ไม่กี่แสนบาท เป็นคู่สัญญากับการเคหะฯกว่า 40 สัญญา รวมมูลค่านับหมื่นล้านบาท บางโครงการมีการจ่าย “เงินล่วงหน้า” ให้แก่ผู้รับเหมารายนี้ไปแล้ว 119 ล้านบาท ทิ้งร้างโครงการ

เหนืออื่นใดก็คือ ในบทความยืนยันว่า พบปัญหาเรียกรับหัวคิว “นายหน้าซื้อขายที่ดิน” แฉว่า ทำเป็นขบวนการ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหา จัดซื้อที่ดิน การอนุมัติ มีการเรียกเก็บ ค่าหัวคิว หน่วยละ10,000 บาท ผ่าน “พ่อค้า” คนใกล้ชิดนักการเมือง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเมื่อ คูณออกมาแล้วได้ 82.5 ล้านบาทอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น และต่อมาบริษัทนี้ถูก คตส.ตรวจพบว่า จ่ายสินบนให้นักการเมืองรายหนึ่งเจ็มจำนวน คือ 82.5 ล้านบาท ผ่านเจ้าของบริษัทค้าข้าวผู้อื้อฉาวและคนขับรถจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวยังเข้าข่ายการฟอกเงิน อีกด้วย...ทั้งหมดนั่นล้วนเข้าข่ายทุจริตทั้งสิ้น

แต่อย่างที่ระบุไว้ จนถึงขณะนี้ "นายวัฒนา" ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบเท่าที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา และพรุ่งนี้ตัวเขาคงต้องเดินทางไปพบอัยการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว..ซึ่งนายวัฒนาเองก็ระบุเช่นนั้น และหนทางจากนี้.... นักการเมืองผู้อ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย และอ้างประชาชนทุกคำ คงต้องไปแก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาลด้วยตัวเอง...หากอัยการสั่งฟ้องจริง และนั่นรับรองว่าไม่ใช่เรื่องสนุกแน่...เพราะผู้รู้หลายคนฟันธงว่า...หลักฐานแน่นหนา...โดยเฉพาะเส้นทางการเงินนั้นมัดแน่นมาก  และคดีที่โดนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และ 149 ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไว้ก่อนหน้านั้น...โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว

ขอบคุณพิเศษบทความของ : "นายเสนาะ สุขเจริญ" และบางส่วนจาก "แนวหน้า"


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน