ปภ.ส่งสัญญาณเตือน 57จังหวัด เตรียมรับมือน้ำ!!

ปภ.ส่งสัญญาณเตือน 57จังหวัด เตรียมรับมือน้ำ!!

Publish 2018-08-26 14:38:42


พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง อนึ่ง ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วยเนื่องจากมีพายุดีเปรสชันอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง

ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 

ภาคกลาง มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส 
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 

ภาคตะวันออก    มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร 

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร 

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร 

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 

 

 



พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2561 - 1 กันยายน 2561บริเวณประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ตลอดช่วงข้อควรระวัง   ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม ไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ ตลอดช่วง

ในช่วงวันที่ 26-30 ส.ค. 61 ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ประเทศลาวและประเทศเวียดนามตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย. 61 ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านประเทศเมียนมา ประเทศลาวและประเทศเวียดนามตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนต่อเนื่อง และฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังปานกลางตลอดช่วง อนึ่ง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไต้หวันและชายฝั่งประเทศจีนตอนกลางบริเวณมณฑลฝูเจี้ยน ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วยเนื่องจากมีพายุดีเปรสชันอยู่บริเวณดังกล่าว

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-70 ของพื้นที่ ตลอดช่วง กับมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 26-30 ส.ค. 61ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก    ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ตลอดช่วง กับมีฝนตกหนักบางแห่งตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
 




นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ฐานะผู้อำนวยการกลางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า กอปภ.ก.ได้ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่าช่วงที่ผ่านมาทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่เกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม

ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งเตือนพายุโซนร้อน “เบบินคา” บริเวณประเทศเวียดนามตอนบนเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศลาว และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น โดยอยู่ห่าง จาก จ.น่าน ประมาณ 250 กิโลเมตรส่งผลให้ช่วงวันที่ 17 – 20 ส.ค.ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย จะมีกำลังแรง คลื่นสูง 2 – 4 เมตร อีกทั้งกรมทรัพยากรธรณีได้ออกประกาศให้เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากซึ่งมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ภัย แยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังดินถล่มเป็นพิเศษ ได้แก่ น่าน (อ.ท่าวังผา อ.ปัว อ.บ่อเกลือ อ.แม่จริม อ.เวียงสา) แพร่ (อ.สอง อ.วังชิ้น อ.ร้องกวาง) อุตรดิตถ์ (อ.ลับแล อ.น้ำปาด อ.ท่าปลา) พิษณุโลก (อ.นครไทย อ.ชาติตระการ) ลำปาง (อ.แจ้ห่ม อ.เมืองปาน อ.งาว) เชียงใหม่ (อ.เชียงดาว อ.ฝาง อ.แม่อาย) แม่ฮ่องสอน (อ.แม่สะเรียง อ.สบเมย อ.ขุนยวม อ.แม่ลาน้อย) ตาก (อ.ท่าสองยาง อ.แม่ระมาด) เลย (อ.ด่านซ้าย)

ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง 11 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง 13 จังหวัด แยกเป็นภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

นายชยพล กล่าวอีกว่า กอปภ.ก. จึงได้ประสานจังหวัด รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และคลื่นลมแรง โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิดพร้อมจัดมิสเตอร์เตือนภัยเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งตรวจสอบเขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ คันกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง อีกทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดเรือทุกประเภท ทั้งเรือเล็ก เรือประมง เรือท่องเที่ยว เรือข้ามฟาก และเรือเฟอร์รี่ ให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง พร้อมตรวจสอบสภาพเรือให้มีความปลอดภัย และอุปกรณ์ชูชีพให้เพียงพอ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัย พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด เตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากระดับน้ำท่วมถึง ตลอดจนหมั่นสังเกตสัญญาณความผิดปกติทางธรรมชาติ จะได้อพยพหนีภัยทันท่วงที ทั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขาในพื้นที่หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
 

ด้าน นายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ประจำวันที่ 25 ส.ค.61 ว่า วันนี้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก 19 จังหวัด

-ภาคเหนือ เชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก

-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร อุดรธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อุบลราชธานี

-ภาคตะวันตก กาญจนบุรี

-ภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด

- ภาคใต้ ระนอง และพังงา 

นายสำเริง ระบุว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกปานกลางถึงหนักมาก โดยภาคเหนือปริมาณฝนสูงสุดที่ จ.น่าน 133.0 มม. แม่ฮ่องสอน 129.5 มม. ลำพูน 88.5 มม. เชียงราย 84.5 มม. พะเยา 69.0 มม. ลำปาง 59.5 มม. ตามลำดับ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี 55.0 มม. หนองคาย 52.2 มม. และ ภาคใต้ จ.ระนอง 92.5 มม.

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุดในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 5 แห่ง เปรียบเทียบจากเมื่อวานนี้

1. เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 755 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 5 ล้าน ลบ.ม คิดเป็น 106% น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 1 เมตร ลดลง 10 ซม. ขณะที่ปริมาณการระบายน้ำลดลง โดยระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 86 ซม. แนวโน้มลดลง ที่ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี สูงกว่าระดับตลิ่ง 35 ซม. แนวโน้มลดลง ทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรียังที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ส่วนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี มีน้ำท่วมพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าตลิ่งของคันกั้นน้ำเทศบาลลดลงเช่นกัน

2.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำ 563 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 6 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 13.77 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 7.23 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 7.74 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 0.53 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่  อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 8,091 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 48 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 101 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 40 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลออก 52.24 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 4 ล้าน ลบ.ม. โดยการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ และแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง

4.เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 195 ล้าน ลบ.ม. เท่ากับเมื่อวานนี้ คิดเป็น 87% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 8.21 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 0.28 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลออก 7.68 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 0.84 ล้าน ลบ.ม. น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 79 ซม. ลดลง 1 ซม.

5. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 322 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 5 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 82%  ปริมาณน้ำไหลเข้า 6.17 ล้าน ลบ.ม. ลดลง  0.62 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลออก ยังคงที่ 11.21 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ คาดว่าระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีวันนี้จะสูงขึ้นไม่เกิน 25 ซม.

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฉพาะกิจฯ ยังคงเฝ้าระวังและติดตามปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำฯ ทั่วประเทศ ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากฝนตกหนักในช่วงฤดูฝนนี้ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ คือ ไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนหรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยปัจจุบันอ่างฯที่ความจุเกิน 100% แบ่งเป็น ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน 108%  เขื่อนแก่งกระจาน 106% ขนาดกลาง 27 แห่ง ขณะที่อ่างเฝ้าระวัง 80-100% ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ 89%  เขื่อนวชิราลงกรณ 91% เขื่อนรัชชประภา 87%  เขื่อนขุนด่านปราการชล 87% เขื่อนปราณบุรี 82%  ขนาดกลาง 53 แห่ง ขณะที่พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี 5 อำเภอ ได้แก่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำอูน แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำนครนายก แม่น้ำยังที่ อ. เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีระดับสูงกว่าระดับตลิ่งแล้ว



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย