น่าจะลำบาก !!!!  พล.ท.นันทเดช ไขก๊อก ทักษิณ ตัวใหญ่ขึ้นทุกวัน ...งานนี้แจงชัด ถ้าก้าวข้ามไปอาจสะดุดล้ม!?! (รายละเอียด)

น่าจะลำบาก !!!! "พล.ท.นันทเดช" ไขก๊อก "ทักษิณ" ตัวใหญ่ขึ้นทุกวัน ...งานนี้แจงชัด ถ้าก้าวข้ามไปอาจสะดุดล้ม!?! (รายละเอียด)

Publish 2017-09-12 20:58:04

วันที่ 12 ก.ย. 60 ในเพจเฟซบุ๊ก "พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์" ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ที่ใครต่อใครบอกให้ก้าวข้าม คุณ ทักษิณฯไปเสียทีนั้น ผมว่าน่าจะลำบาก เพราะ คุณ ทักษิณฯตัวใหญ่ขึ้นทุกวัน และ มีอีกหลายเรื่อง ที่เป็นขวากหนามไม่ให้ใครข้ามไปได้ง่ายๆ เพราะถ้าข้ามไปอาจสดุดล้มด้วย ม.157  (ละเว้นการปฎิบัติตามหน้าที่ ) ต้องติดคุกตอนแก่แทนคุณ ทักษิณฯ เช่น

(1) กรณี กรณีที่ ปปช.จะแจ้งข้อกล่าวหาต่อ นาย พานทองแท้ฯเรื่องทุจริตปล่อยเงินกู้ ธ. กรุงไทย
(2) กรณี ศาลพิพากษาแล้ว หลายเรื่องเกี่ยวกับคดี คอรัปชั่น ที่เกี่ยวข้องกับ นาย ทักษิณฯ แต่ยังไม่มีการทวงถามเงินเหล่านั้นมาให้ครบว่ากันเกือบแสนล้าน ๆลๆ เอาแค่2เรื่องนี้ ตัวคุณ ทักษิณฯ ก็พองตัวโตขึ้นมาแล้ว ใครกล้าข้ามแสดงตัวหน่อยครับ

 



ส่วนของคดีฟอกเงินกรุงไทยที่มีชื่อนายพานทองแท้เข้าไปเชื่อมโยงอยู่ด้วยนั้น  ปรากฏว่าบางช่วงของบทความนั้น นายพานทองแท้ก็ได้ออกมายอมรับ ด้วยตนเอง ว่า มีธุรกรรมทางการเงินจำนวน 10 ล้านบาท ที่อาจเกี่ยวข้องกับตัวเองในคดีเังกล่าวหรือไม่? แต่ช่วงหนึ่งขณะเดียวกัน ก่อนหน้านั้น ก็ได้อ้างถึง อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ทำนองว่า นายพานทองแท้ไม่ได้ “ไม่ได้มีส่วนใดที่ผิดกฎหมาย”

ที่ระบุเอาไว้ว่า...ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ขณะนี้ได้มีเอกสารหลุดอีกฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของตัวผม โดยตรง ซึ่งเป็นของอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ที่ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยัง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ว่าได้รับคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อ ดำเนินคดีกับพานทองแท้ ทั้งๆ ที่ตนเองได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้สั่งการทราบแล้วว่า ธุรกรรมของนายพานทองแท้นั้น ไม่ได้มีส่วนใดที่ผิดกฎหมาย จึงไม่สามารถ แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีได้ เป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง รองอธิบดีฯ ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้บรรยายเหตุการณ์ ในการสั่งการอย่างไม่ชอบธรรม โดยมีพยานยืนยันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ เองอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย


เพื่อให้เกิดเข้าใจเส้นทางการเงินคดีนี้มากขึ้น จากตรวจสอบคำพิพากษากลาง ฉบับเต็ม และคำวินิจฉัยส่วนตนขององค์คณะผู้พิพากษาคดีดังกล่าว สรุปข้อเท็จจริงได้ ดังนี้
 
คดีฟอกเงินดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุกอดีตกรรมการผู้บริหารธนาคารกรุงไทย อดีตเจ้าหน้าที่สินเชื่อ และกลุ่มกฤษดามหานครจำนวนหลายราย โดยมีการกล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 ว่า เป็นคนสั่งการให้ผู้บริหารระดับสูงในธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อดังกล่าว โดยอ้างว่า นายทักษิณคือ บิ๊กบอส หรือ ซูเปอร์บอส (ปัจจุบันข้อเท็จจริงนี้ยังไม่ได้ไต่สวนให้กระจ่างชัด เนื่องจากนายทักษิณ หลบหนีคดี จึงให้จำหน่ายคดีไว้เป็นการชั่วคราว)
 
ในคำพิพากษากลางตอนหนึ่ง ยืนยันว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบ เส้นทางการเงิน นายวิชัย กฤษดาธานนท์ (จำเลยที่ 25) ผู้บริหารเครือกฤษดา มหานคร (ขณะนั้น) มีการโอนเงินให้แก่บุตร และบุคคลใกล้ชิดนายทักษิณ (จำเลยที่ 1) จริง
 
แต่ไม่ฟันธงว่า บิ๊กบอส หรือ ซูเปอร์บอส คือนายทักษิณ ชินวัตร หรือคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ (อดีตภรรยานายทักษิณ) หรือว่ากลุ่มการเมืองที่เป็นเครือญาติของนายทักษิณหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงไม่กระจ่างชัด ?
 
 
อย่างไรก็ดีในคำวินิจฉัยส่วนตนของนายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น ปัจจุบันลาออกจากการเป็นประธานศาลอุทธรณ์แล้ว) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ สรุปได้ว่า
 
ผลการสอบสวนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะนั้น พบว่า มีแคชเชียร์เช็ค 11 ฉบับ รวม 7,985,762,000 บาท (ประมาณ 7.9 พันล้านบาท) ที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว
 
โดยมีแคชเชียร์เช็ค 6 ฉบับ รวม 2,540,096,000 บาท (ประมาณ 2.5 พันล้านบาท) นำเข้าฝากบัญชีบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (จำเลยที่ 19) ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาศรีย่าน
 
 
นอกจากนี้ยังปรากฏพฤติกรรมในการทำธุรกรรมเบิกถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว ระหว่างบุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (จำเลยที่ 20 ปัจจุบันคือบริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน)) หลายขั้นตอน และยังนำไปให้บริษัท โบนัสบอร์น จำกัด (บริษัทในเครือกฤษดามหานคร) ซ้อหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของเครือกฤษดามหานครทั้งหมดเป็นเงิน 369,685,200 บาท ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 197,622,555 บาท โอนให้บุคคลต่าง ๆ ในกลุ่มกฤษดามหานคร
 
ส่วนที่เหลืออีก 5 ฉบับ ถูกนำไปชำระหนี้รีไฟแนนซ์กับธนาคารกรุงเทพฯ จำนวน 3 ฉบับ เป็นเงิน 4,445,130,000 บาท (ประมาณ 4.4 พันล้านบาท) และนำไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิชนิดแปลงสภาพของเครือกฤษดามหานคร คืนจากธนาคารกรุงเทพฯ ในนามของบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมูนิเคชั่น จำกัด (จำเลยที่ 21) จำนวน 2 ฉบับ เป็นเงิน 1,000,536,000 บาท (ประมาณ 1 พันล้านบาท)
 
 
นอกจากนี้ยังพบว่า เงินกู้จำนวน 500 ล้านบาท ที่บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นแนล จำกัด (จำเลยที่ 18 ในเครือกฤษดามหานคร) ได้รับจากธนาคารธนาคารกรุงไทย นั้น มีจำนวน 20 ล้านบาท ได้ถูกนำไปชำระค่าธรรมเนียมเงินกู้ที่บริษัท โกลเด้นฯ กู้ไปจากธนาคารกรุงไทย จำนวน 45 ล้านบาท ถูกนำไปชำระค่ามัดจำรีไฟแนนซ์ ที่บริษัท โกลเด้นฯ มีต่อธนาคารกรุงเทพฯ ด้วย
 
นี่คือจำนวนเช็ค 11 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินของคดีนี้ ที่นายศิริชัย อ้างอิงจากผลการตรวจสอบของ ธปท. ซึ่งไม่พบว่า มีมูลนิธิรัฐบุรุษฯ หรือว่าองค์กรอื่น ๆ ตามที่นายพานทองแท้อ้างแต่อย่างใด
 
อย่างไรก็ดีเส้นทางเงินหลังจากนี้ตามการสอบสวนของดีเอสไอ พบว่า มีเงินไหลไป ยังกลุ่มบุคคลอื่นอีกมาก แต่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไปที่บุคคลใดอีกบ้าง

ขอบคุณที่มา พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธิดารัตน์ พูลศิริ