รำลึก"สมเด็จย่า"ของปวงชนชาวไทย !! รวมภาพ "สมเด็จย่า" เสด็จโดย"เรือหลวงจันทร,เรือหลวงศุกร์"เป็นพระราชพาหนะ เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเล(ภาพชุด)

Publish 2017-07-18 19:08:10


ผบ.ทร.จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต .... พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ครบรอบปีที่ 22 ที่ อาคารกองบังคับการ กรมอุทกศาสตร์ ถนนริมทางรถไฟเก่า แขวงบางนา


กองทัพเรือ โดยกรมอุทกศาสตร์ เคยถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการจัด เรือหลวงจันทร และ เรือหลวงศุกร์ ถวายเป็นพระราชพาหนะเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลติดต่อกันถึง 6 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.2507 – พ.ศ.2526 ซึ่งพระองค์ทรงมีพระเมตตา ต่อผู้ร่วมรับเสด็จทุกคน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ด้วยความรัก ความอาลัย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อกองทัพเรือมาโดยตลอด

.



กองทัพเรือ โดย กรมอุทกศาสตร์ จึงได้จัดพิธีทางศาสนา เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นพระราชกุศล ณ เรือหลวงจันทร เนื่องในโอกาส ครบรอบ 100 วันการเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2538 และต่อจากนั้น กองทัพเรือได้มอบหมายให้ กรมอุทกศาสตร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลในวันที่ 18 กรกฎาคม เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา จนถึงปีนี้ นับเป็นปีที่ 22 ที่ได้จัดให้มีพิธีทางศาสนาขึ้น

.

.
โดยระยะแรกได้จัดบนเรือหลวงจันทร และเรือหลวงศุกร์ จนเมื่อกรมอุทกศาสตร์ ได้ย้ายที่ทำการจากกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม มาอยู่ที่ตั้งแห่งใหม่ที่บางนา จึงได้มีการย้ายสถานที่ประกอบพิธี มาเป็นอาคารกองบังคับการกรมอุทกศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน โดยวันดังกล่าวทหารเรือทุกนายพร้อมเพรียงกันแต่งกายชุดขาวแขนสั้น เพื่อเป็นการน้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีแก่ทหารเรือทุกนาย นอกจากนี้กรมอุทกศาสตร์ได้จัดกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ดังนี้
- เมื่อวันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2560 จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้
- เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560 จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต

.
จากลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ปรากฏบนงานศิลปะกล่าวว่า


“ขอบใจกองทัพเรือที่ให้ใช้ ร.ล.จันทร เพื่อเดินทางและอยู่ในการไปเยี่ยมจังหวัดต่าง ๆ ของภาคตะวันออก
สำหรับพวกเรือ ฉันขอขอบใจมาก ที่ได้เลี้ยงดูพวกเราเป็นอย่างดีจริง ๆ ขอให้ทุกท่านจงมีความสุข ความเจริญ ทั้งกายและใจ ทุกคนก็ได้รับส่วนกุศลที่ฉันได้ทำไปด้วย”
ซึ่งทรงพระราชทานพรให้แก่กำลังพลเรือหลวงจันทร (อ่านว่า จัน-ทะ-ระ) และข้าราชการกองทัพเรือ ที่ได้ รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ในโอกาสเสด็จประพาสทางทะเลเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจตระเวนชานแดน และพอ.สว. (แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม - 22 พฤศจิกายน 2522 ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จย่า ทรงมีแก่ผู้ตามเสด็จฯ และ เหล่าทหารเรือทุกนาย ครั้งนั้นไม่ใช่เป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้กองทัพเรือ ได้มีโอกาส รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ในการเสด็จประพาสทางทะเล ของสมเด็จย่า โดยเรือหลวงจันทรมาแล้วถึง 4 ครั้ง

.

.


พระราชกรณียกิจประการหนึ่งของสมเด็จย่า นอกเหนือพระราชกรณียกิจอันมากมายนั้นก็คือการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรตามถิ่นทุรกันดาร ตามหัวเมืองชายทะเลของประเทศไทยที่ประสบอัคคีภัย ภัยธรรมชาติทั้ง อุทกภัย วาตภัย รวมไปถึงราษฎรที่ยากไร้ เด็กอนาถา และคนชรา ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงอุทิศพระวรกายโดยไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

.

.
ในครั้งแรก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเรือ จัดเรือหลวงจันทร เป็นเรือพระที่นั่ง เสด็จประพาสทางทะเลเพื่อทอดพระเนตรการเปลี่ยนก๊าซกระโจมไฟ และทรงเยี่ยมราษฎรทางฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม ถึง วันที่ 2 สิงหาคม 2507
โดยเรือหลวงจันทรนั้น เป็นเรือสำรวจแผนที่ทะเล ที่กองทัพเรือสั่งต่อจากเยอรมนี ตัวเรือมีความยาวตลอดลำ 69.85 เมตร กินน้ำลึก 3.2 เมตร ระวางขับน้ำ 900 ตัน บริเวณพระราชฐานภายในเรือที่จัดแบ่งเป็นห้องประทับ ได้จัดแบ่งพื้นที่ย่อยเป็นห้องทรงพระสำราญ ห้องทรงงาน ห้องบรรทม มีหน้าต่างช่องกระจกรอบห้อง และมีฝาทึบบังแสง เลื่อนปิด – เปิดได้ ซึ่งครั้งแรกที่เสด็จ ประพาสหัวเมืองชายทะเลนั้น ได้เสด็จฯ
โดยใช้เส้นทาง โรงเรียนนายเรือ – ประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร – สุราษฏร์ธานี – นครศรีธรรมราช – สงขลา – ปัตตานี – ฐานทัพเรือสัตหีบ – โรงเรียนนายเรือ

หลังจากนั้น กองทัพเรือ ได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระ ยุคลบาท สมเด็จย่า ในการเสด็จประพาสทางทะเลอีก 5 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 2 เสด็จทอดพระเนตรการเปลี่ยนก๊าซกระโจมไฟฝั่งทะเลอันดามัน ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2510 โดยมีเรือหลวงจันทร เป็นเรือพระที่นั่ง

.
ครั้งที่ 3 เสด็จประพาสอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 โดยมีเรือหลวงจันทร เป็นเรือพระที่นั่ง ซึ่งการเสด็จประพาสในครั้งนี้ นับเป็นปีแรกที่หน่วยแพทย์ พอ.สว. ได้ร่วมตามเสด็จฯ ในการเยี่ยมเยียนราษฎรด้วย

.
ครั้งที่ 4 เสด็จประพาสจังหวัดชายทะเลฝั่งตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และตราด ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2518 โดยมีเรือหลวงจันทร เป็นเรือพระที่นั่ง ครั้งที่ 5 เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจ และหน่วยแพทย์ พอ.สว. ในจังหวัดภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2522

.
โดยมีเรือหลวงจันทร เป็นเรือพระที่นั่ง และครั้งสุดท้าย คือ ครั้งที่ 6 เสด็จฯพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจ และหน่วยแพทย์ พอ.สว. ในจังหวัดภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2526

.

.
โดยมีเรือหลวงศุกร์ เป็นเรือพระที่นั่ง ในโอกาสเสด็จประพาสทางทะเล โดยเรือของกองทัพเรือทั้ง 6 ครั้งนั้น ข้าราชการและกำลังพลของกองทัพเรือทุกนายที่ตามเสด็จ ต่างชื่นชมในพระราชจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ที่ทรงห่วงใย ไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรที่มาเฝ้ามาเข้าเฝ้าฯ ด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ถือพระองค์ ตลอดการปฏิบัติพระราชภารกิจเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองชายทะเล การเสด็จประทับบนเรือพระราชพาหนะ สมเด็จย่าทรงปฏิบัติพระองค์เรียบง่ายทรงสนพระราชหฤทัยที่จะสอบถามถึงเรื่องที่เกี่ยวกับทหารเรืออยู่เสมอ เช่นการเดินเรือและดาราศาสตร์

.

.


รวมทั้งเข้าร่วมในกิจกรรมและประเพณีทหารเรือดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ ทรงเป็นประธานในการทำพิธีข้ามเส้นศูนย์สูตร เมื่อครั้งที่เสด็จประพาสทางทะเล ในภาคใต้ด้านฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2510 นอกจากพระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติแล้ว สมเด็จย่ายังทรงพระเมตตา ห่วงใยทุกข์สุข ในเรื่องอาหารการกิน และสภาพความเป็นอยู่ของทหารชั้นผู้น้อยอยู่เสมอ นายทหารประจำเรือหลายนาย เมื่อถึงวาระได้รับการเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น พระองค์ก็ทรงรับเป็นประธานพิธีประดับยศให้ สมเด็จย่าได้พระราชทานพระบรมสาทิสลักษณ์ของที่ระลึกที่ทรงประดิษฐ์ด้วยพระองค์เอง และเงินพระราชทานเพื่อใช้เป็นสวัสดิการแก่เรือพระราชพาหนะที่รับเสด็จ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น และเป็นความปลาบปลื้มแก่ผู้ที่ได้มีโอกาสรับใช้ ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อย่างมิรู้ลืม

.
ถึงแม้จะเป็นระยะเวลา 22 ปีมาแล้ว ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จสวรรคต ซึ่งนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยังความโศกเศร้ามาสู่พสกนิกรทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เคยได้รับใช้ใกล้ชิด ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า องปวงชนชาวไทย ก็จะยังสถิตอยู่ในดวงใจ

 

 

.

.

.

.

.

กราบขอบพระคุณข้อมูล

Wassana Nanuam

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ดลวรรธน์ โพธิชาธาร

ติดตามข่าวอื่นๆ