จะเปิดทางให้ต่างชาติ ฮุบ! นกแอร์หรือไม่!?!? หลัง “บินไทย” ตัดหาง “นกแอร์” จับตา “พาที-จุฬางกูร-ทุนสิงคโปร์” (มีคลิป)

Publish 2017-06-06 12:32:50

              วันนี้ ( 26 พ.ค. 60 ) รายการทีนิวส์ สด ลึก จริง ได้นำเสนอข่าวที่กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาหลังบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) (NOK) ประกาศผลเพิ่มทุน โดยเฉพาะข้อสังเกตที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) จากที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 39.20% แต่หลังเพิ่มทุนการบินไทยไม่ใช้สิทธิทำให้สัดส่วนลดลงเหลือ 21.57% ทำให้กลุ่ม “จุฬางกูร” คือนายทวีฉัตรกับนายณัฐพล จุฬางกูร 2 พี่น้องผงาดเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ในสัดส่วนรวม 28.93% นอกจากนักลงทุนในตลาดหุ้นสนใจเรื่อง TENDER OFFER (การทำคำเสนอซื้อหุ้นต่อผู้ถือหุ้นทั่วไป) แล้ว สังคมยังจับตามองเพราะส่งกระทบต่อการบินไทย สายการบินแห่งชาติที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ


              แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริษัท การบินไทย เปิดเผยสาเหตุที่การบินไทยตัดสินใจไม่ใส่เงินเพิ่มทุนนกแอร์ ขณะที่ผู้ถือหุ้นรายอื่นจองซื้อเข้ามาตาม สิทธิและจองเกินสิทธิทำให้ขายหุ้นได้ 1,224 ล้านบาท ว่าการตัดสินใจทั้งหมดยืนอยู่บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของการบินไทย และหน่วยงานของรัฐเป็นหลัก โดยคณะกรรมการพบข้อมูลทางการเงินของนกแอร์ว่า มีมูลค่าหุ้นทางบัญชีติดลบ จากการขาดทุนติดต่อกันมา 3-4 ปี โดยปี 2557 ขาดทุน 471.66 ล้านบาท ปี 2558 ขาดทุน 726.10 ล้านบาท ปี 2559 ขาดทุน 2,795.09 ล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2560 ขาดทุนไปถึง 295.56 ล้านบาท หากมีการใส่เงินทุนลงไปจะทำให้มูลค่าของเงินที่หายไปทันที เพราะมีการนำเงินไปจ่ายหนี้เป็นหลัก

 


              นอกจากนี้ การใส่ทุนรอบนี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันนกแอร์มีหนี้ที่ต้องชำระมาก มีต้นทุนรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้จากการว่าจ้างกัปตันที่สูงกว่าสายการบินแม่ มีค่าใช้จ่ายในการเช่าเครื่องบินและค่าซ่อมเครื่องบินที่ผูกในสัญญาที่สูงมาก


              ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมีการวิเคราะห์แล้วพบว่าแม้ว่าจะใส่ทุนไปให้นกแอร์รอบนี้แล้วปัญหายังไม่จบ จะต้องมีการเพิ่มทุนรอบ 2 ในระยะเวลาอันใกล้ไม่ถึง 6 เดือน พิจารณาจากภาระค่าใช้จ่ายของนกแอร์ที่ตกประมาณเดือนละ 400 ล้านบาทเศษ ดังนั้นจะต้องมีคำตอบให้ผู้ถือหุ้นและรัฐว่าหากใส่เงินไปแล้วเกิดปัญหาขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ

 


              ประเด็นต่อมาที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้คณะกรรมการตัดสินใจไม่ใส่เงินเพิ่มทุนด้วยมติเอกฉันท์ สอดคล้องกับการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ถือหุ้นใหญ่ไม่ใส่เงินเพิ่มทุนไปด้วยคือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือทักท้วง เกี่ยวกับประเด็นนี้ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง อดีต ผบ.ทอ. ก็สนับสนุนว่าไม่ให้ใส่เพิ่มทุนให้กับนกแอร์


              “ในเรื่องนี้ เราได้สอบถามไทยพาณิชย์ได้รับคำชี้แจงมาเป็นการภายในว่า ไทยพาณิชย์ได้ตัดวงเงินนกแอร์มาระยะหนึ่ง 3-4 เดือนแล้ว ล่าสุดทางนกแอร์ต้องหันไปใช้บริการวงเงินเพิ่มเติมจากทางธนาคารกสิกรไทยที่เป็นเจ้าหนี้อันดับรองลงมา” แหล่งข่าวระบุ
เพิ่มทุนใหม่ใน 6 เดือน



               กรรมการบริษัทการบินไทยกล่าวว่า สุดท้ายปลายทางในการแก้ปัญหาของสายการบินนกแอร์ คือจะต้องยื่นเรื่องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อลดภาระในการจ่ายหนี้ ไม่เช่นนั้นเดินไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของนกแอร์ที่ผู้ถือหุ้นและสังคมต้องตั้งคำถามคือการทำหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทที่ปล่อยให้มีปัญหามากขนาดนี้


               รวมถึงตัวแทนของการบินไทย 4 คน ที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการด้วย คือนางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการดีดี และรองดีดีอีก 3 คน ประกอบด้วย ร.อ.มนตรี จำเรียง นายธีรพล โชติชนาภิบาล และนายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์

 

              ส่วนประเด็นการบินไทยจะขายหุ้นออกไปให้กับสายการบินต่างประเทศนั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่จะขายตรง เพราะมีเงื่อนไขที่ผูกไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มทุนตั้งกิจการว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3-4 ราย ไม่สามารถขายหุ้นนกแอร์ให้สายการบินอื่นได้ แต่สามารถทยอยขายหุ้นออกไปในตลาดได้

 

              นอกจากนี้ ต้องจับตาว่าการที่คนในตระกูลจุฬางกูรใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรวมกันเกินกว่า 25% จะต้องทำ TENDER OFFER จากผู้ถือหุ้นรายอื่นหรือไม่ เพราะแม้จะใส่เงินเพิ่มทุนของผู้หุ้นเดิม แต่มีการจองหุ้นเกินกว่าในสัดส่วนที่ถือครอง ซึ่งคาดว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

 

              “แม้การบินไทยจะไม่ใส่ทุนในรอบนี้ที่ขายตํ่ากว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดเกือบครึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้การบินไทยเสียหายมากนัก เนื่องจากในระยะที่ผ่านมาการบินไทยได้รับเงินปันผลมาสูงกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนเกือบ 300 ล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว

 

               ทั้งนี้ NOK ได้เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิม 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 2.40 บาท สามารถขายหุ้นเพิ่มทุนได้ 510,999,882 หุ้น ได้รับเงินจำนวน 1,226.40 ล้านบาท เพื่อใช้เสริมสภาพคล่องในการบริหารงาน
ก.ล.ต.ชี้ไม่ต้อง TENDER

 

               กรณีนายทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้น NOK เพิ่มขึ้นเป็น 177 ล้านหุ้น สัดส่วน 15.64% และ นายณัฐพล จุฬางกูร ถือเพิ่มเป็น 151 ล้านหุ้น หรือ 13.29% รวมทั้ง2 คนถือหุ้น 28.93% ของทุนเรียกชำระแล้ว ซึ่งเข้าเกณฑ์การถือหุ้นมากกว่า 25% ต้องทำ TENDER OFFER หรือไม่นั้น 

 

               นายปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์เรื่องการครอบงำกิจการ ในการดูเรื่องนับรวมบุคคลในกลุ่มเดียวกัน (acting in concert) นั้นจะดูที่การมีเจตนาร่วมกันประกอบเป็นหลัก อาทิ การร่วมกันใช้สิทธิออกเสียงไปในทางเดียวกัน หรือยอมให้คนอื่นใช้สิทธิออกเสียง เพื่อควบคุมกิจการร่วมกันหรือไม่ เป็นต้น ดังนั้นการมีนามสกุลเดียวกัน หรือถือหุ้นอยู่ในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เดียวกันเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สิทธิออกเสียงไปในทางเดียวกันหรือมีการควบคุมร่วมกันเสมอไป


               “เมื่อดูตามแบบรายงานการถือครองหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 ไม่มีข้อมูลดังกล่าว บุคคลทั้งสองไม่ได้รายงานว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกันตามมาตรา 258 หรือเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันแต่อย่างใด” นายปริยกล่าว ด้านราคาหุ้น NOK วันที่ 2 มิ.ย. ปิดในราคา 3.96 บาทต่อหุ้น ลดลง 0.52 หรือติดลบ 11.61% เพราะลูกหุ้น 511 ล้านหุ้น เข้าซื้อขายวันแรก

 

                นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ สังคมกำลังตั้งคำถามด้วยว่า แล้วจะมีมาตรการใดในการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรด้วย “ต้องหยุดความเสียหาย อยากให้มีการตรวจสอบอย่างชัดเจน เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งถือเป็นสมบัติชาติ การลงทุนในนกแอร์ก่อนหน้านี้ ได้พิจารณารอบคอบแล้วจริงหรือไม่” นายมานะกล่าว

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธนาภรณ์ เกตุชาติ