สะเทือนวงการสีกากี!!เพจตำรวจยังอดใจไม่ไหว??ซัดแหลก..อยากให้คนเกลียดตำรวจไปถึงไหน!!หลังรัฐออกกฏหมายไม่นึกถึงประชาชน!!กรรมของคนปฏิบัติงานจริงๆ

Publish 2017-04-06 17:00:47


จากกรณีที่มีการใช้มาตรา 44 เกี่ยวกับการจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุ ดีเดย์จับปรับจริงในวันที่ 5 เมษายนนี้ ห้ามนั่งหลังกระบะใช้บรรทุกของได้อย่างเดียว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากโลกโซเชียลฯ ซัดกระหน่ำ หลายคนบอกว่า ออกกฎหมายเอาใจคนรวย เพราะคนนั่งท้ายกระบะไม่ใช่สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ คนขับประมาทต่างหาก เพราะส่วนใหญ่คนที่ใช้รถกระบะคือชาวบ้าน หลายบ้านมีรถกระบะแค่คันเดียว แต่มีสมาชิกในครอบครัวเพียบ! ล่าสุด ห้ามนั่งแค็บในห้องโดยสาร ที่เป็นกระบะตอนครึ่งอีก เพราะไม่มีเข็มขัดนิรภัย บรรทุกของได้เท่านั้น 

 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยที่ปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถหรือเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจํานวนมาก โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อการบังคับใช้ทางกฎหมาย ซ้ำยังปรากฏว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงจําเป็นต้องปรับปรุงกลไกและกําหนดมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูประบบการคมนาคมขนส่งและความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใต้การควบคุมดูแลของบุคคลดังกล่าว มีอํานาจเคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถดังกล่าวได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด การเคลื่อนย้ายรถหรือใช้เครื่องมือบังคับให้รถที่หยุดหรือจอดอยู่ไม่ให้เคลื่อนย้ายได้ตามวรรคสอง เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับผิดสําหรับความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรานี้ เว้นแต่ความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ต้องชําระค่าใช้จ่ายในการที่รถถูกเคลื่อนย้ายหรือการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย ตลอดจนค่าดูแลรักษารถระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง”

ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย”

ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 141 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 141/1 ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้



โดยต่อมาสุดเมื่อวานที่ผ่านมา (06/04/2560) เพจเครือข่ายตำรวจที่ใช้ชื่อว่า ตำรวจไทย สู้ๆ ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่า "ห้ามนั่งกระบะ ห้ามนั่งแค็บ อย่างนั้นเลยหรอ"
กรรมของคนจน #ต่อด้วยเวรกรรมของตำรวจไทย
ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่ถูกสาปจริงๆ
หน่วยงานที่มีคนเกลียดมากที่สุด ก็คือ"ตำรวจ"
...ก็มึงจะไม่ให้เขาเกลียดพวกกูได้ไงว่ะ!!!
มึงเล่นออกกฎหมายควายๆออกมาบังคับใช้อ่ะ
และคนที่ต้องปฎิบัติงานมันคือพวกกู...
เวลาเขาด่า เขาก็ด่าพวกกูทั้งๆ ที่พวกกูไม่ได้ไปทำผิดอะไรเลย!!!
#ห้ามนั่งกระบะท้ายก็พอแรงแล้ว... #นี่มึงเล่นห้ามเขานั่งแค็บด้วย!!!
รถคันนึงมึงจะให้เขานั่งแค่ 2 คนหรือไงว่ะ...
มันลดอัตราการเสียชีวิตได้จริงหรอ
กรรมของคนปฎิบัติงานอย่างพวกกูจริงๆ...
จะคิดอะไรออกมาให้นึกถึงใจพวกกูบ้างเถอะ!!!ขอร้องงง...
//เครดิตภาพ มุมดีๆ

โดยในวันนี้(06/04/2560) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ทางด้านพลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศแล้วว่าทางรัฐบาล มีความเห็นให้ผ่อนผันชะลอการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเสียก่อนโดยได้เปิดเผยถึงกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์มาว่า    “อยากให้สังคมเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาล ว่า ทำไปเพื่อลดอุบัติเหตุ ป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยความจริงใจ ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้น หรือต้องการทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกลำบาก แต่เมื่อได้รับฟังเสียงสะท้อนของคนส่วนใหญ่แล้ว จึงมีความเห็นให้ผ่อนผันชะลอการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนก่อน”

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อนและยังปรับตัวไม่ทัน รัฐบาลก็ยินดีฟังทุกความคิดเห็นด้วยความห่วงใย โดยความจริงแล้วข้อบังคับตามมาตรา 44 ที่ออกมานั้น มีกฎหมายปกติกำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา การเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บล้มตายส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขับรถเร็ว เมาสุรา บรรทุกเกิน ฝ่าฝืนกฎจราจร ฯลฯ จึงอยากให้คนไทยมองถึงจุดนี้และช่วยกันคิดว่า จะลดความสูญเสียได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“ในช่วงนี้จะยังไม่มีการจับปรับรถกระบะ ทั้งที่มีผู้โดยสารนั่งท้ายกระบะหรือในแค็บของรถ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อกฎหมาย ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลนั้น เจ้าหน้าที่จะยังคงบังคับใช้กฎหมายด้วยการจับปรับผู้โดยสารเบาะคู่หน้าต่อไป ขณะที่ผู้โดยสารด้านหลังหากพบว่าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เจ้าหน้าที่จะตักเตือนก่อน แต่สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ และรถโดยสารประจำทาง จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง หากฝ่าฝืนจะถูกจับปรับ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารที่ต้องฝากชีวิตไว้กับผู้ขับขี่รถสาธารณะ”



ขอบคุณภาพจาก ตำรวจไทย สู้ๆ



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี