ให้โอกาสประชาชนปรับตัว!?!? ตร.เผยปรับขั้นต่ำไปก่อน นโยบายไม่คาดเข็มขัดนิรภัย-นั่งแคปกระบะ (มีคลิป)

Publish 2017-04-05 14:10:59

พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนท์ เพื่อวางมาตรการดูแลประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่าตำรวจเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็ดขัดนิรภัยขณะขับขี่ ไม่มีใบอนุญาติขับขี่ เมาแล้วขับ และ ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยให้กวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดทั้งรถส่วนบุคคลและรถของหน่วยงานราชการ รวมทั้งให้ผู้บังคับบัญชาลงตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย 

    หากพบผู้ฝ่าฝืนไม่คาดเข็มขัดถือมีโทษปรับตามกฎหมายไม่เกิน 500 บาท แต่ทางเจ้าหน้าที่นั้นจะเริ่มต้นปรับที่ 100-200 บาท ก่อนในเบื้องต้นเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ปรับตัวกับมาตรการข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น
    ส่วนในรถโดยสารสาธารณะนั้น จะเน้นการบังคับใช้กับผู้โดยสารที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ขับขี่ เนื่องด้วยถือเป็นเจตนาของผู้โดยสารเองในการละเมิดกฎหมาย พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนในการคาดเข็มขัดนิรภัย และ สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล ลดอัตาราอุบัติเหตุและการสูญเสีย

      ส่วนการใช้รถผิดประเภท หรือ การบรรทุกคนบริเวณท้ายกระบะ พลตำรวจเอกสุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษาสัญญาบัติ 10 ยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ แต่เจ้าหน้าที่จะมีการผ่อนปรนการบรรทุกผู้โดยสารภายในแคปของรถเป็นกรณี โดยหากพิจารณาว่ามีความจำเป็นและเดินทางไม่ไกลจะใช้การตักเตือน แต่หากพบการบรรทุกในเชิงรับจ้างขนส่ง ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนใช้รถขนส่งสาธารณะในการเดินทางกลับภูมิลำเนาแทนการเดินทางไปภายในแคปของกระบะเพื่อความปลอดภัย

   สำหรับการเล่นสงกรานต์นั้นพล.ต.ท.วิทยา  กล่าวว่า ห้ามเล่นน้ำบนท้ายรถกระบะขณะรถเคลื่อนที่โดยเด็ดขาด แต่สามารถขึ้นเล่นน้ำบนรถกระบะได้หากรถจอดในบริเวณที่จัดไว้สำหรับเล่นน้ำ หากฝ่าฝืนถือมีโทษใช้รถผิดประเภท และขับรถโดยอาจเป็นอันตรายกับผู้อื่น
   นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำในเรื่องของการห้ามมิให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชน / ห้ามจำหน่ายสุรานอกเวลาที่กำหนด / ห้ามดื่มและจำหน่ายสุราในที่สาธารณะในช่วงเทศกาลโดยเด็ดขาด

      อย่างไรก็ตาม มาตรการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถสาธารณะ(รถเมล์) ไม่ได้มีการบังคับครอบคลุมถึงรถประจำทาง แต่จะบังคับใช้ในรถโดยสารระหว่างจังหวัดเท่านั้น