ย้อนคดีฉาวฟอกเงินกรุงไทย จับตาดูลูกโอ๊ค จะหนีตามรอยพ่อ-อาปู หรือไม่?

ย้อนคดีฉาว"ฟอกเงินกรุงไทย" จับตาดูลูกโอ๊ค จะหนีตามรอยพ่อ-อาปู หรือไม่?

Publish 2019-01-23 16:07:12



กลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกเพ่งเล็ง และ เป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่กำลังเข้ามาทำให้รั้วบ้าน "ชินวัตร" สะเทือนขึ้นอีกครั้ง  ที่กล่าวมาคงหนีไม่พ้นประเด็นที่เกี่ยวกับคดีร่วมกันฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กลุ่มกฤษดามหานคร ของ "ลูกโอ๊ค" หรือ "นายพานทองแท้ ชินวัตร" บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ปัจจุบันเป็นนักโทษหลบหนีคดี ที่กำลังโดนไล่บี้จากหลายฝ่ายกรณีเช็คเงิน 10 ล้านบาท ที่เจ้าตัวกับ "นายรัชฎา กฤษดาธานนท์" หมายมั่นจะทำธุรกิจนำเข้ารถร่วมกัน หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่? 

 


คดีดังกล่าวยังคงคาราคาซังมานานพอสมควร จนกระทั่งเริ่มมีการเคลื่อนไหว ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ศาลจะมีคำสั่งกรณีการรวมพิจารณาคดีนี้กับคดีหมายเลขดำ  อท.214/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ซึ่งคดีมีมูลเหตุเดียวกันในคดีนี้ ที่เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 10 ล้านบาทให้นายพานทองแท้ด้วย พร้อมกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 มิ.ย.62 เวลา 10.00 น.

 

นายพานทองแท้กล่าวหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาว่า วันนี้มาตามที่ศาลนัดและให้การปฏิเสธ ขอไม่ให้รายละเอียดในคดี เนื่องจากอยู่ในกระบวนการยุติธรรมปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ.  ในขณะเดียวกันทางด้าน "นาย วัฒนา เมืองสุข" แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  Watana Muangsook ว่า "วันนี้ผมไปให้กำลังใจโอ๊คหรือ "พานทองแท้ ชินวัตร" ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในคดีที่โอ๊คถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินจำนวน 10 ล้านบาท

 

นอกจากผมแล้วยังมีคนของพรรคเพื่อไทยอีกหลายท่านไปร่วมให้กำลังใจด้วย เช่น หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ คุณพงศ์เทพ คุณชูศักดิ์ คุณนพดล คุณลดาวัลย์ และร้อยโทหญิงสุณิสาหรือหมวดเจี๊ยบ เป็นต้น  ผมกับโอ๊คมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว การที่ผมไปให้กำลังโอ๊คจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายท่านพร้อมใจกันไปให้กำลังใจโอ๊คทั้งๆ ที่โอ๊คไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองและไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวด้วยนั้น ผมเชื่อว่ามาจากความรักความผูกพันแบบมนุษย์ที่พวกเรามีต่อคุณพ่อโอ๊คคือนายกทักษิณ ทุกคนจึงพร้อมใจกันไปให้กำลังใจลูกชายของท่าน

 

 

วันนี้โอ๊คมาศาลอย่างสง่างาม เป็นการลบคำสบประมาทของบางคนที่ให้ร้ายว่าโอ๊คหลบหนีไปแล้ว แต่ที่ผมแปลกใจคือหน้ากากทำด้วยหนังที่โอ๊คถือมา ผมถามโอ๊คว่าเป็นหน้ากากกันฝุ่นรุ่นใหม่หรือเปล่า โอ๊คบอกว่าเป็นหน้ากากกันเห่าฝากพี่ไก่ไว้ให้คนที่เคยสบประมาทผมหรือให้ใครก็ได้ที่พี่ไก่เห็นว่าเหมาะสม แต่โอ๊คไม่ได้บอกว่าใครเหมาะสมที่ควรจะได้รับผมเลยเดาไม่ถูก เพราะคนที่ควรเอาหน้ากากกันเห่าครอบปากในวันนี้มีหลายคน บางคนพูดออกมาทีไรทำประเทศเสียหายทุกที สงสัยอันเดียวจะไม่พอแจกคงต้องเอามาเพิ่มอีก"


 อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไป คดีฉาวดังกล่าว คงต้องเริ่มตั้งแต่กรณีที่ผู้บริหารกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ไปขอกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำนวน 7,848 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมเงินต้น ดอกเบี้ย แล้วเป็นจำนวน 14,348 ล้านบาทแต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้ และค่าเสียหายรวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 9,848 ล้านบาท แต่เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ กฤษดามหานครกลับไม่มีเงินชำระหนี้ จึงต้องไปขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารกรุงไทย ทว่า ธนาคารกรุงไทยยอมปล่อยกู้ให้จำนวน 7,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้น ธนาคารกรุงเทพได้ยื่นข้อเสนอว่า ช่วงปี 2546-2547 หากมาตัดชำระหนี้โดยเจรจาลดทั้งหนี้เงินต้น และดอกเบี้ยเหลือ 4,500 ล้านบาท แต่ด้วยเพราะไปทำเรื่องกู้ธนาคารกรุงไทยไว้ก่อนแล้ว จำนวน 7,000 กว่าล้านบาท

 

 ดังนั้น ธนาคารกรุงไทยจึงปล่อยกู้กฤษดามหานครในจำนวน 7,000 กว่าล้านบาทนั้น  แต่กฤษดามหานครนำเงินไปชำระหนี้ธนาคารกรุงเทพเพียง 4,500 ล้านบาทเท่านั้น  ส่วนเงินที่เหลืออีก 3,500 ล้านบาท ผู้บริหารกฤษดามหานครนำไปใช้จ่าย กระจายทำธุรกรรมจำนวนมาก  ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยเพื่อให้กฤษดามหาครนำไปชำระหนี้ธนาคารกรุงเทพนั้นมีความไม่ชอบมาพากล หรือเป็นการฟอกเงินหรือไม่ ต่อมาจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบขึ้น และคดีความก็ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ  



ทั้งนี้ หากถามว่า "นายพานทองแท้" เข้ามาเอี่ยวกับคดีดังกล่าวนี้ตอนไหน?  คำตอบคือ "หลังจากที่มีการชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพแล้ว เงินที่เหลือจำนวน 3,500 ล้านบาทนั้น "นายรัชฎา กฤษดาธานนท์" ซึ่งเป็นบุตรชายของ "นายวิชัย กฤษดาธานนท์" ผู้บริหารกฤษดามหานคร และเป็นเพื่อนสนิทของนายพานทองแท้ ได้ไปขอเงินพ่อ ซึ่งก็คือนายวิชัย จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อมาลงทุนทำธุรกิจรถนำเข้ากับนายพานทองแท้ในปี 2547 แต่ต่อมามีอุปสรรคในการทำธุกิจ นายพานทองแท้จึงโอนเงินจำนวน 10 ล้านบาทดังกล่าวคืนให้นายรัชฎา (ซึ่งเงิน 10 ล้านบาทดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับตัวกรรมการบริหารของกฤษดามหานคร เนื่องจากนายรัชฎาไม่ได้เป็นกรรมการบริหารกฤษดามหานคร) 

 

       
อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อต่อมาได้มีการรวมนายพานทองแท้เข้าไปในกรณีว่า "นายพานทองแท้" อาจเป็นตัวการร่วมกับ"นายวิชัย" ในการฟอกเงินเนื่องจากมีการรับเช็คในชื่อของ"นายวิชัย"มา โดยในส่วนนี้ ป.ป.ง. ระบุว่า การจ่ายเช็คไม่มีขั้นตอนในส่วนที่"นายรัชฎา"รับเงินจากพ่อมาให้ "นายพานทองแท้" นั่นเท่ากับ"นายพานทองแท้"รับเช็คตรงมาจาก"นายวิชัย"นั่นเอง ซึ่งตรงนี้ทำให้มองได้ว่า เงินจำนวน 10 ล้านบาทดังกล่าวนั้น เป็นเงินค่าปากถุง ใช่หรือไม่?

 

ทั้งนี้ เมื่อนายวิชัยจ่ายเงินค่าปากถุงให้นายพานทองแท้ นายพานทองแท้ก็มีความผิดในข้อหาฟอกเงินด้วย ขณะที่ทางฝ่ายนายพานทองแท้เองที่ผ่านมาก็ได้มีการแสดงพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าเจตนาในการโอนเงินมาก็เพื่อทำธุรกิจนำรถเข้า และหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นเงินปากถุง เพราะเงินจำนวน 10 ล้านบาท มีจำนวนน้อยมาก หากเทียบสัดส่วนกับเงินกู้และยังมีข้อเท็จจริงว่า เช็ค 10 ล้านบาทที่จ่ายให้นายพานทองแท้ เป็นเวลาภายหลังที่บริษัทกฤษดาฯ ได้กู้เงินจากธนาคารกรุงไทยแล้ว 6 เดือน

 

นอกจากนี้ ป.ป.ง. ยังตั้งข้อสังเกตว่า นายพานทองแท้มีการยักย้ายถ่ายเทเงินจากบัญชีของธนาคารกรุงเทพสาขาบางพลัด ไปฝากยังธนาคารกรุงเทพสาขาซอยอารีนั้น นายพานทองแท้ได้นำพยานหลักเข้าชี้แจงว่า การโอนย้ายเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังบัญชีอื่น เป็นปกติอยู่แล้วเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นนายพานทองแท้กับนายรัชฎา มีข้อตกลงว่าจะลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน

 

 


นอกจากนี้ ข้อสังเกตที่หลายๆ ฝ่ายกังขา คือเงิน 3,500 ล้านบาทที่กฤษดามหานครนำไปใช้จ่ายนั้น มีนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 3,500 ล้านบาทกว่า 200 คน ทั้งนี้มีเพียง 5 คนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรจำนวน 5 คน เช่น นายพานทองแท้ และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และสามีของนางกาญจนาภา เท่านั้นที่โดนข้อกล่าวหา

 

เรื่องนี้ทำให้แม้กระทั่ง นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่นเองถึงกับเดินทางไปยื่นร้องต่อดีเอสไอเพื่อให้ตรวจสอบธุรกรรมการเงินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย โดยระบุว่า คดีดังกล่าวศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ลงโทษผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเครือกฤษดามหานคร โดยผู้บริหารธนาคารกรุงไทยมีทั้งหมด 5 คนถูกดำเนินคดี 3 ราย ติดคุกคนละ 18 ปี ส่วนอีก 2 รายไม่ถูกดำเนินคดี รวมทั้งยังมีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายรายที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี

 

 

แต่คดีนี้ยังไม่จบ ยังมีผู้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนดังกล่าวอีกหลายคน ซึ่งรวมถึงนายพานทองแท้ แต่ไม่ใช่นายพานทองแท้คนเดียว มีอีกหลายคนที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี โดยไม่อยากให้ดีเอสไอมีการเลือกปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอยังไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด เชื่อว่าอาจจะมีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและผิดกฎหมายโดยเลือกดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น



อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 60 "พ.ต.ท.บัณฑูร ฉิมกรา" ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับ กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ระบุว่าคดีดังกล่าวได้สอบสวนจนแล้วเสร็จ และวันนี้ (15 ก.พ.) คณะพนักงานสอบสวนจะประชุมร่วมกับ "พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง" อธิบดีดีเอสไอ และ "อัยการ" เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานว่าจะมีเพียงพอและมีความเห็นควรสั่งฟ้องใครบ้าง หรือที่ประชุมจะมีความเห็นให้ไปตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนอื่นอีกหรือไม่

 

 

"พ.ต.ท.บัณฑูร" ระบุด้วยว่า คดีดังกล่าวก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำและมีการสรุปสำนวนความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาบางส่วนที่พบพยานหลักฐานชัดเจนในข้อหาฟอกเงินไปบ้างแล้ว 5-6 ราย รวมถึงแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งถูกศาลตัดสินพิพากษาจำคุกไปก่อนหน้านี้ด้วย ส่วนกลุ่มการเมือง อาทิ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ, นางกาญจนภา หงษ์เหิน เลขานุการอดีตภริยานายทักษิณ 

 

ความคืบหน้าของคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 61 ที่ผ่านมา อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง "นายพานทองแท้ ชินวัตร" เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5 พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 รวมทั้ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 พ.ศ.2526 มาตรา 4 กรณีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยฯ กับกลุ่มกฤษดามหานคร เป็นเช็ค 1 ฉบับ จำนวนเงิน 10 ล้านบาท

 

 

 โดยในวันนี้ นายพานทองแท้ จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัวจากศาลวงเงินประกัน 1 ล้านบาท เดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม เเละมีเเกนนำพรรคเพื่อไทยจำนวนมากมาร่วมให้กำลังใจ อาทิ เช่น คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา, น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร น้องสาวทั้งสอง เเละเเกนนำพรรคเพื่อไทย โดยหลังให้การต่อศาล นายพานทองแท้  ได้ให้การปฏิเสธ และไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

 

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ของ นายทักษิณ ชินวัตร จะมีชะตากรรมอย่างไร? หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ต้องไม่ลืมว่า นายทักษิณ ผู้ซึ่งถือว่าเป็นคนรักครอบครัว ถึงขนาดไม่ยอมให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ น้องสาวของเขา ติดคุกแม้แต่นาทีเดียว  ซึ่งคงไม่ยอมให้ลูกชายของเขาติดคุกอย่างแน่นอน  และอีกหนึ่งประการที่หากจำกันได้ นายพานทองแท้ ได้ลงสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย แล้วจะลงสส.หรือไม่?  นอกจากนี้ ได้ยินข่าวมาว่า ช่วงเดือนมีนาคม เป็นวันแต่งงานของ อุ๊งอิ๊ง หรือ แพทองทาน จัดขึ้นที่ฮ่องกง  ซึ่งศาลอนุญาตให้โอ๊คไปได้ แต่ต้องกลับมาภายในวันที่ 26 มีนาคม ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นายพานทองแท้ จะไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาเหมือนพ่อและอา หรือไม่? 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา

ติดตามข่าวอื่นๆ