พาณิชย์ แจง มอบของขวัญผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้มีรายได้น้อย-ผู้สูงอายุ ต้องได้รับการดูแล

พาณิชย์ แจง มอบของขวัญผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้มีรายได้น้อย-ผู้สูงอายุ ต้องได้รับการดูแล

Publish 2018-11-26 11:13:39


     กำลังเป็นกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ ในหมู่ประชาชนอยู่ขณะนี้กับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐที่เคาะออกมาเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 ให้แก่ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหลายคนนำไปโยงกับเรื่องการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2562 ที่จะถึงนี้ ว่าเป็นการซื้อใจประชาชนฐานรากปานกลางหรือไม่

      ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมานายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงประเด็น ข้อวิจารณ์มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์วิจารณ์มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 11.46 ล้านใบ งบประมาณเกือบแสนล้านบาท ช่วงเวลาที่ประเทศจะมีการเลือกตั้งในอีก 3 เดือนเศษ  ดังนี้

 



1. รัฐบาลนี้บริหารประเทศเข้าสู่ปีที่ 5 โดยมีการจัดงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกัน รวมตัวเลขขาดดุลเกือบ 2 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน ประเทศมีผู้ยากจนเกือบ 15 ล้านคน และจากการสำรวจความเห็นของโพลสำนักต่างๆ พบว่าประชาชนกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง กำลังซื้อในประเทศหดตัว ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

2. เห็นว่าผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ควรได้รับการช่วยเหลือ แต่รู้สึกประหลาดใจที่สาเหตุใดรัฐบาลเพิ่งออกมาตรการดังกล่าว หลังจากบริหารประเทศมา 4 ปีแล้ว และเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งเพียง 3 เดือน จึงมีคำถามว่ามาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่

3. พรรคเพื่อไทย เคยคัดค้านการจำกัดการใช้เงินตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าจากร้านในโครงการเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่เสมือนเป็นการส่งเงินผ่านมือผู้มีรายได้น้อยให้บริษัทขนาดใหญ่หรือไม่ การใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ได้ช่วยสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ที่ถูกต้องและยั่งยืน

4. ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ควรได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือ โดยการช่วยเหลือต้องกระทำด้วยยุทธศาสตร์ งบประมาณต้องถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องไม่ใช่การกู้เงินมาแจกและสร้างหนี้ให้แก่ลูกหลาน

 

 

  โดยทางนายวิชัย ได้มีการชี้แจงต่อมาตรการ ความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าเกษตรกล่าวคือ ในแต่ละฤดูกาลขึ้นอยู่กับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในขณะนั้นว่ามีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือไม่ ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งปีนี้การส่งออกที่มีการแข่งขันสูง และความต้องการของตลาดโลกชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร นอกจากนี้รัฐบาลยังตระหนักถึงปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้หรืออำนาจซื้อของเกษตรกรในแต่ละช่วงเวลา จึงได้มีมาตรการรองรับปัญหาด้านการตลาดที่อาจเกิดขึ้นตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกตามความต้องการของตลาด การชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดโดยเก็บสต็อกผลผลิตไว้บางส่วนและเพิ่มช่องทางการตลาดเพื่อให้มีการใช้ผลผลิตมากขึ้น (ข้าวเปลือก ยางพารา น้ำมันปาล์ม) จัดหาสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม (ข้าว มันสำปะหลัง) จัดหาตลาดให้เกษตรกรมีพื้นที่จำหน่ายผลผลิตของตนเองโดยลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง (Farm outlet ตลาดประชารัฐ ตลาดต้องชม) ผลักดันส่งออกผลผลิตส่วนเกิน (น้ำมันปาล์ม ไข่ไก่) รณรงค์เพื่อเพิ่มการบริโภค (ผลไม้ ไข่ไก่) เป็นต้น โดยมุ่งหวังให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป



         ทั้งนี้ทางรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 11.46 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการจัดหาร้านค้าเข้าร่วมโครงการเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐกระจายให้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภคอย่างถาวร

      การจะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง  ซึ่งประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ แล้ว ยังเป็นการช่วยให้ร้านค้าปลีก ขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามชุมชนท้องถิ่นให้สามารถดำเนินธุรกิจ / สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในภาวะการแข่งขันที่สูงกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยปัจจุบันมีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศประมาณ 50,000 ราย ให้บริการประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ

 

 

      จากการที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงการคลัง นำแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน ประชารัฐ” เพื่อให้ร้านธงฟ้าประชารัฐให้บริการประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการอย่างทั่วถึง ครอบคลุมไปถึงร้านค้ารายย่อย อาทิ  แผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ ทั้งในตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดต้องชม ผู้ค้าอาหารสำเร็จรูป ร้านอาหาร ร้านชำที่อยู่ถิ่นชนบท ผู้ค้าสินค้าเกษตรในชุมชน และรถเร่ ทำให้ผู้ผลิตสินค้าภาคเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชนในท้องถิ่นสามารถระบายสินค้าผ่านช่องทางร้านธงฟ้าประชารัฐ กว่า 50,000 ร้านค้า โดยสินค้าที่ได้รับความนิยม มียอดการจำหน่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐสูงสุด คือ ข้าวสาร และผลผลิตทางเกษตรอื่น เช่น กะปิ น้ำปลา และอาหารแปรรูป ไม่ใช่เฉพาะร้านค้าที่มาจากบริษัทขนาดใหญ่เพียงด้านเดียว

      ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากมีสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพหลากหลาย ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ OTOP วิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ส่งสินค้าจำหน่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐโดยกว่าร้อยละ 50 เป็นสินค้าที่ผลิตในชุมชนและสินค้าเกษตรในพื้นที่ ส่งผลให้ราคาที่จำหน่ายต่ำกว่าร้านค้าสมัยใหม่ทั่วไป นอกจากนี้ ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐยังเป็นแหล่งกระจายสินค้า/ผลผลิตทางการเกษตร  สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรสามารถระบายสินค้าจากท้องถิ่นสู่ชุมชนเมือง ซึ่งที่ผ่านมามีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐรับซื้อสับปะรด ลำไย มะพร้าว กระเทียม และสินค้าเกษตรอื่นๆ จากทั้งในและนอกพื้นที่มาวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

 


 
     อาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก/โชวห่วย แผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ ทั้งในตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดต้องชม ผู้ค้าอาหารสำเร็จรูป ร้านอาหาร ร้านชำที่อยู่ถิ่นชนบท ผู้ค้าสินค้าเกษตร ผลผลิตภายในชุมชน และรถเร่ นอกจากนั้นยังเป็นประโยชน์กับธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่นอีกด้วย

 

ขอขอบคุณ thaigov  




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย