ย้อนวัยกันหน่อย วิวัฒนาการของการสื่อสาร จากอดีต-ปัจจุบันเทคโนโลยีเพียงปลายนิ้วสัมผัส สู่วันเปิดตัว Iphone XS

ย้อนวัยกันหน่อย วิวัฒนาการของการสื่อสาร จากอดีต-ปัจจุบันเทคโนโลยีเพียงปลายนิ้วสัมผัส สู่วันเปิดตัว Iphone XS

Publish 2018-09-13 12:24:57


 

    มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จะต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นๆ เพื่อติดต่อสร้างความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การติดต่อสื่อสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์โลก โดยเฉพาะในปัจจุบันเป็นยุคของโรคไร้พรมแดน (Globalization) การเข้าถึงข่าวสาร และการติดต่อเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการ "พัฒนา" ในระดับประเทศชาติในหลายๆ ด้าน เทคโนโลยีด้านการสื่อสารจึงเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราทุกคน 
 

    ในอดีตการติดต่อสื่อสารของมนุษย์นั้นหาได้มีความสะดวกและรวดเร็วเฉกเช่นทุกวันนี้แต่อย่างใดไม่ หากแต่มีวิวัฒนาการเป็นลำดับขั้นตอนมาหลายยุคสมัย ด้วยสติปัญญาอันน่าทึ่งของมนุษย์ ในระยะแรกนั้นเชื่อกันว่า มนุษย์จะใช้เทคโนโลยีที่ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ เช่น แผ่น ปาปีรัส การตีกลอง การเป่าเขาสัตว์ ดังนั้น การสื่อสารจะใช้การ เคาะหรือตีเป็นหลัก ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักวิธีการเขียนหนังสือ จึงเริ่มมีการติดต่อสื่อสารกันในระยะไกลมากขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากสัตว์เลี้ยง เช่น การฝากข้อความไปกับนกพิราบ 
 

    แน่นอนว่าข้อจำกัดในการสื่อสารของมนุษย์ในยุคนั้นทำได้เพียง "ภาษาพูด" และ "ภาษาเขียน" เท่านั้น จวบจนกระทั่ง คริสต์ศตวรรษที่ 19

 

    การใช้ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน จึงได้มีการคิดค้นเทคนิคเพื่อใช้สำหรับการสื่อสารในระยะทางไกลขึ้นมารียกว่า "รหัสมอร์ส" ซึ่งเป็นวิธีการส่งข้อความในรูปของ สัญญาณสั้นกับยาว และได้ใช้กับการสื่อสารระบบโทรเลข เนื่องจากระบบโทรเลขในช่วงเริ่มต้น ยังไม่สามารถส่งข้อความเป็นตัวอักษรได้ การติดต่อสื่อสารด้วยโทรเลขในขณะนั้นเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนอยู่พอสมควร ต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญแปลสัญญาณจากรหัสมอร์สและแกะออกมาเป็นตัวหนังสืออีกทีหนึ่ง อาจต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนเป็นปีๆ

 

 

 

    เมื่อวิทยาการเริ่มก้าวหน้าจึงมีการคิดค้นเครื่องสื่อสารที่เรียกว่า "โทรพิมพ์" ในเวลาต่อมา แต่ทว่าก็ยังคงต้องใช้การป้อนข้อมูลเพื่อแปลงสัญญาณในรูปแบบของรหัสมอร์สอยู่ แต่เหตุที่ได้รับความนิยมนั้นเพราะ สามารถรับส่งโทรเลขได้เร็วถึง 300 ตัวอักษรโรมัน ต่อ 1 นาทีเป็นอย่างน้อย รวมถึงพนักงานไม่จำเป็น ต้องเรียนรู้ หรือจดจำรหัสสัญญาณโทรเลข นอกจากนี้พนักงานยังสามารถนำแถบกระดาษจากการกดแป้นตัวอักษรป้อนเข้าเครื่องส่งเพื่อให้ส่งเป็นสัญญาณกระแสไฟฟ้าไปในสายโทรเลข เมื่อไปถึงปลายทาง สัญญาณกระแสไฟฟ้าจะไปบังคับให้เครื่องพิมพ์เป็นตัวอักษรออกมาทันที

 

    การก้าวกระโดดของการติดต่อสื่อสารได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งนามว่า อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bel) สามารถแปลงเสียงพูดให้เป็นสัญญาณไฟได้ จึงได้ทำการประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า "โทรศัพท์" ขึ้นมา โทรศัพท์จะมีการเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปตามสายโทรศัพท์ แล้วโทรศัพท์ปลายทาง จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้านั้นกลับมาเป็นสัญญาณเสียงเหมือนเดิม และเรียกการสื่อสารในลักษณะนี้ว่า โทรศัพท์แบบใช้สายหรือโทรศัพท์บ้าน

 

 



    จนมีคำกล่าวที่ใช้เป็นตัวกำหนดคำจำกัดความของ "ประเทศพัฒนาแล้ว" ในยุคนั้นว่า "ประเทศใด ที่มีจานวน เลขหมาย โทรศัพท์ในประเทศ 40 หมายเลขต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นพัฒนาแล้ว"

 

 

 

 

    ในเวลาต่อมาโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค 1G เหตุผลที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นยุคที่มีการติดต่อสื่อสารในรูปแบบการโทรเข้า-โทรออก เท่านั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ดูเกินเอื้อมของคนทั่วไปเพราะด้วยราคาที่แพง และมีขนาดใหญ่เทอะทะมากกว่าที่จะสามารถเรียกได้ว่า "โทรศัพท์มือถือ" ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนั้นว่า "กระดูกหมู" ซึ่งมีระบบการทำงานแบบ "อนาล็อค" แน่นอนว่าการพัฒนาย่อยไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะในเวลาต่อมามีการพัฒนาในรูปแบบของงสายชาร์จแบตเตอร์รี่แบบเสียบในรถได้อีกด้วย จึงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ขับรถทางไกล เพื่อติดต่อประสานงานในการทำงาน และเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ต่อพ่วงในรถยนต์มาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

    เมื่อเข้าสู่ยุค 2G การที่คนทั่วไปจะเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ และยังเรียกได้ว่าเป็น "โทรศัพท์มือถือ" ที่แท้จริง ด้วยขนาดที่กระทัดรัดสามารถพกใส่กระเป๋ากางเกงไปไหนมาไหนได้ ทั้งยังมีความหลากหลายในการเลือกใช้โทรศัพท์ และมีการบริการในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น มีการรับส่งการสื่อสารได้มากว่าการโทรเข้าและโทรออก คือการเพิ่มฟังก์ชั่นที่แปลกใหม่เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้สนใจมากขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นในการส่งข้อความ หรือการให้บริการทางด้านข้อมูลต่างๆ เช่น การดาวน์โหลดรูปภาพกราฟฟิคมาใช้บนหน้าจอโทรศัพท์

 

    และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การดาวน์โหลดเสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยกันในชื่อ "ริงโทน" เพื่อนำมาใช้เป็นเอกลักษณ์บนโทรศัพท์มือถือของตน แน่นอนว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดในยุคนั้นย่อมไม่พ้น "Nokia 3310" เรียกได้ว่าเป็นตำนานบุกเบิกโทรศัพท์มือถือ และหากจะกล่าวว่าเป็นยุคทองของบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ "Nokia" ก็คงจะไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงไปนัก

 

 


 

 

    ต่อมาได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง เป็นช่วงกึ่งกลางระหว่าง 2G กำลังจะพัฒนาไปเป็น 3G  เรียกว่ายุค 2.5G จุดเด่นของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้ คือมีการนำเทคโนโลยีการนำจอแสดงภาพแบบสี มาใช้แทนขาวดำและมีการนำเทคโนโลยีในระบบ GPRS มาทดลองใช้ และที่สำคัญมือถือสามารต่ออินเตอร์เนตผ่าน GPRS ได้อีกด้วย จึงเป็นความแปลกใหม่ราวกับโลกแห่งการติดต่อสื่อสารกำลังจะเปิดกว้างขึ้น สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อผู้ใช้โทรศัพท์ในยุคนั้นไม่น้อย 

 

    นอกจากนี้ยังมีการส่งข้อความในรูปแบบใหม่จากเดิมเป็นแบบระบบ SMS ที่ส่งได้แต่เพียงตัวหนังสือ เป็นระบบ MMS ที่สามารถส่งรูปภาพพร้อมๆ กับตัวหนังสือ เปลี่ยนจากเสียงเรียกเข้าแบบ ริงโทนธรรมดาเป็นแบบ โพลีโฟนิค ริงโทน เพื่อเพิ่มมิติของเสียงเรียกเข้าให้มีความทันสมัยมากขึ้น



 

 

    ยังไม่เข้าสู่ยุค 3G เต็มตัว แต่วงการโทรศัพท์มือถือก็ได้มีการพัฒนาขึ้นอีกระดับ เรียกว่ายุค 2.75G องค์ประกอบโดยรวมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ที่สำคัญคือมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบ GPRS มาเป็นในระบบ EDGE ซึ่งมีความเร็วในการเชื่อมต่อเพิ่มมากขึ้นประมาณ 3 เท่าจากเดิม หรือมีความเร็วสูงสุดประมาณ 384 kbps แต่มีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ 80-100 kbps เท่านั้น อาจเร็วกว่าการเล่นอินเตอร์เน็ตแบบเก่า ในยุคนี้ไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แต่อย่างใดเป็นเพียงการพัฒนาเพื่อเตรียมเข้าสู่ 3G เท่านั้น

 

 

 

    และแล้วราวกับกำแพงที่ปิดกั้นการสื่อสารของมวลมนุษย์ชาติได้ถูกทำลายลง เพราะในที่สุดยุคแห่งการติดต่อสื่อสารที่แท้จริงก็ได้เข้ามาถึง ในยุค 3G นี้เอง ที่มีความหลากหลายในการเลือกใช้โทรศัพท์ทั้ง Iphone หรือ Blackberry ที่เป็นสมาร์ทโฟนแบบเต็มรูปแบบ ด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานในการรับส่งข้อมูลต่างๆ การใช้อินเตอร์เน็ตแบบเชื่อมต่อ ข้อมูลในระบบไร้สาย (Wireless) ทั้งยังมีการถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีการติดต่อสื่อสารในหลากหลายช่องทาง ทั้ง Line ,Facebook หรือ Twitter เป็นต้น ไม่เพียงแต่เท่านี้

 

    เพราะโทรศัพท์มือถือในยุค 3G มีระบบปฏิบัติงานที่ใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ในระดับหนึ่ง ด้วยความจุของหน่วยความจำที่มากขึ้น และแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด มีทั้งสร้างความเพลิดเพลินในรูปแบบของเกม รวมถึงช่วยแอปพลิเคชั่นที่อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันเช่น  Mobile banking สำหรับทำธุรกรรมทางการเงิน เรียกได้ว่าแค่เพียง "กระดิกนิ้ว" ก็สามารถเข้าถึงข่าวสาร และยังช่วยทำให้ชีวิตมีความคล่องตัวขึ้นได้ด้วยโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว

 

 

 

    โลกปัจจุบันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4G โดยรวมอาจยังไม่เป็นการก้าวกระโดดจาก 3G มากนัก แต่จุดเด่นของยุค 4G คือ เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนี้ยังสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 MB ต่อ วินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 KB ต่อ วินาทีและเทคโนโลยีของ 4G ยังสามารถให้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้อีกด้วย

 

 

 

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า Iphone ถือเป็นหนึ่งในยี่ห้อสมาร์ทโฟนที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงนับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุค 3G ล่าสุด วันที่ 12 ก.ย. 2561 แอปเปิลค่ายเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี แน่นอนว่าพระเอกในงานนี้จะเป็นใครไปเสียมิได้นอกจาก Iphone Xs และ Iphne Xs Max สิ่งที่น่าสนใจในรุ่นนี้คือเป็นครั้งแรกที่จะมีระบบซิมแบบคู่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องหลังที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวคู่แบบออปติคอล และการซูมแบบออปติคอล 2 เท่า ในขณะที่เซ็นเซอร์ใหม่ก็เร็วขึ้น 2 เท่าด้วย เสริมด้วย HDR ที่สมจริงกว่าที่ผ่านมา

 

    อีกทั้งยังสามารถถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้อง TrueDepth และ Memoji และการตรวจจับใบหน้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้นกับแอพ ARKit เรียกได้ว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยกับคุณสมบัติคร่าวๆ ของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ สำหรับในประเทศไทยสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. และจะมีการวางจำหน่ายในวันที่ 26 ต.ค. เป็นต้นไป โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 749 ดอลล่าสหรัฐหรือประมาณ 24,400 บาท

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ