ไม่ไหวมั้งดอนเมือง หนุ่มโพสต์ประสบการณ์เสียวไส้ เจอชายอ้วกเป็นเลือด ถามหาจนท.แต่ละคนสุดมึนวิธีช่วย

ไม่ไหวมั้ง"ดอนเมือง" หนุ่มโพสต์ประสบการณ์เสียวไส้ เจอชายอ้วกเป็นเลือด ถามหาจนท.แต่ละคนสุดมึนวิธีช่วย

Publish 2018-09-09 18:34:12

กลายเป็นเรื่องราวที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก หลังจากหนุ่มคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ เจอผู้โดยสารเดินทางมาสนามบิน ดันเกิดอาเจียนเป็นเลือดกองใหญ่ แต่ไม่มีพนักงาน หรือใครให้ความสนใจจะช่วยเหลือ ทั้งที่เป็นพื้นที่ในสนามบิน ทำให้เกิดการถกเถียงกันว่า เราเข้าสู่สังคมที่มีการพัฒนา แต่ทำการช่วยเหลือกันถึงลดน้อยลง 

 


โดยในเฟซบุ๊กของผู้เห็นเหตุการณ์ Billy Gong ได้เล่าว่า "ท่าอากาศยานดอนเมืองราวตีสี่ครึ่ง ขณะผมกับน้องนั่งรอการเดินทางเที่ยวเช้าตรู่ภายในอาคาร ทันใดนั้นน้องผมอุทาน เลือด! ผมหันไปมอง ภายนอกอาคารเพียงประตูกระจกกั้น ชายหนุ่มเสื้อขาวร่างสันทัดสวมแว่นตา ยืนก้มหน้า งง งง และบนพื้นปูนตรงหน้าชายหนุ่ม เป็นน้ำสีดำแดงข้นคลักกองใหญ่ น้องผมลุกขึ้นยืนและเดินออกไปนอกอาคารที่ผู้ชายที่ยืนอย่างตกใจ 



น้องถามพี่เป็นอะไรครับ ผู้ชายคนนั้นตอบ อ้วก! อ้วกออกมาเป็นเลือด! ไหลนองเต็มพื้น ผมเองก็ตกใจและไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไวเท่าความคิด ผมเดินเข้ามาในอาคารและเห็นพนักงานของสายการบินที่รอรับและคอยบริการลูกค้าสายการบิน ผมบอกน้องครับ ผู้ชายคนนั้นด้านนอก ซึ่งพนักงานก็มองเห็นอยู่ อ้วก ออกมาเป็นเลือดกองใหญ่ เรียกเจ้าหน้าที่หรือพยาบาลหรือคนที่สามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้ไหม พนักงานสายการบินชายหญิงรับปาก ครับพี่เดี๋ยวผมแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ 


ตอนนั้นน้องผมยังยืนคุยและถามอาการผู้ชายที่อ้วกอยู่ข้างนอก และแนะนำให้ให้ไปโรงพยาบาล คนในอาคารและนอกอาคารที่เริ่มจอแจแต่เช้าตรู่ต่างก็เห็นเหตุการและกองเลือด แต่ไม่มีใครสนใจเหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ห้านาทีผ่านไปผมเดินไปบอกน้องพนักงานสายการบินว่าแจ้งเจ้าหน้าที่หรือยัง พนักงานบอกแจ้งไปแล้ว และสักครู่ก็มีพนักงานสายการบินผู้หญิงเดินมาถามผมว่าเป็นญาติหรือรู้จักผู้ป่วยหรือไม่ ผมบอกว่า เปล่า แค่เห็นเหตุการณ์

 

พนักงานงานสายการบินบอก หากต้องการรถพยาบาล สายการบินของเราจะส่งไปโรงพยาบาลสมิติเวชเท่านั้น ผู้ป่วยพร้อมหรือไม่ ผมบอกผมไม่ทราบและผมเดินเข้าไปถามผู้ป่วยซึ่งยังคุยกับน้องผมถึงสถานการณ์จะบินตามเดิมหรือไปโรงพยาบาล ผู้ช่วยบอก ทนได้ครับ เพราะต้องรีบบินไปทำงานที่นครศรี ในตารางบินอันใกล้เวลาทีจะต้องเดินทาง ผมกับน้องบอกกับผู้ป่วยที่อ้วก หากไม่ไปหาหมอตอนนี้และไม่ยกเลิกเดินทาง หากบินถึงจุดหมายอันดับแรกคือด่วนไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดให้ไวที่สุด เลือดกองใหญ่ที่อ้วกออกมามันไม่น้อยเลย 

 

 


ผมเขียนเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ของสังคมปัจจุบัน ในสนามบินนานาชาติ ผู้คนพลุกพล่าน เหตุการณ์เกิดขึ้นมีคนเห็น แต่ไม่มีการรับรู้ ธุระไม่ใช่ สมมติเราเดินทางมาคนเดียว เดินลื่นล้ม สลบ หรือ ขาหัก ไม่มีอจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และอาจจะมีเจ้าหน้าที่มาถาม มีเงินพอจะไปโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำหรือไม่ หากไม่มีก็คงต้องเสียใจด้วย ประเทศไทยเริ่มเจริญพัฒนาเป็นสังคมเมืองมากขึ้นและความเป็นสังคมช่วยเหลือกันอย่างสังคมชนบทน้อยลง"

 

 


และหลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก ได้มีผู้คน ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก น่ากลัวและน่าสงสารผู้โดยสารคนนี้อย่างมาก อย่างน้อยเจ้าหน้าที่สนามบินน่าจะมีการช่วยเหลือเบื้องต้น เพราะนี่คือเหตุสุดวิสัย 


โทร 1330 เป็นเบอร์สายด่วน สปสช ไว้ตรวจสอบสิทธิ ซึ่งโทรไปสอบถามเขาเรื่องสิทธิ UCEP ได้ ซึ่งสิทธินี้มันคือสิทธิฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่กับโรคหัวใจ แต่โรคอะไรก็ได้ที่เป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน ต้องรักษากัน ณ เวลานั้นไม่งั้นตายแน่ กรณีแบบนี้ หากไม่มี รพ รัฐแถวนั้นเลย ให้เข้าเอกชนแล้วใช้สิทธิตัวนี้ได้ รัฐจะมาตามจ่ายให้ ส่วนคนไข้ก็รักษาจนพ้นขีดอันตรายแล้วรีบส่งตัวไป รพ รัฐ 

 

 

ทั้งนี้ได้มีชาวโซเชียลรายหนึ่งอธิบายถึงการรักษาอาการป่วยเบื้องต้น ในเคสนี้ว่า แล้วก็ไอ้สิทธิตัวนี้ขอความร่วมมือ ใช้กันให้เหมาะสม คือถ้าเข้าเอกชน ก็ขอให้เข้าเพราะว่ามันมีรพ.ใกล้สุดแถวนั้นอยู่แค่.รพ นั้น ต้องรีบเข้าทันทีไม่งั้นคนไข้จะแย่ เพราะหลังๆมีคนใช้สิทธินี้แบบ abuse คือรพ.รัฐอยู่ใกล้ ไม่เข้า เพราะเชื่อว่าไปเอกชนดีกว่า เลยพาคนไข้ไปเอกชนที่อยู่ไกลกว่าแล้วมาขอใช้สิทธิ UCEP แบบนั้นไม่ถูกต้องและจะทำให้ระบบมันพังพินาศได้

 

 

 

 

ก่อนจะมีคนมาตอบว่า "ใช่ค่ะ ตามนี้เลย แต่ถ้ารพ. เอกชนประเมินอาการแล้วไม่เข้าข่ายฉุกเฉินและผู้ป่วยยินยอมรักษาต่อที่นั่น ก็ต้องจ่ายเงินเอง แต่ถ้าไม่รักษาต่อเค้าก็จะส่งต่อให้ไป รพ.รัฐแทน กรณีน้องคนนี้เสี่ยงมากที่ขึ้นเครื่องไปหากไปมีอาการหรือช็อกบนเครื่องจะเสี่ยงมากและส่งผลกระทบกับผู้โดยสารและลูกเรือเที่ยวบินนั้นด้วย"

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า ปัญหานี้หากไม่เป็นข่าวดัง เจ้าหน้าที่คงไม่ใส่ใจผู้โดยสาร แม้รู้ว่าอาการนี้ หากให้ขึ้นเครื่องไป อาจจะเป็นอันตรายได้

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : Billy Gong



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล