เศร้ายิ่งกว่าละคร เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ชีวิตสุดพลิก อดีตร่ำรวยมาก ก่อนบ้านล้มละลายสูญเงิน 400 ล้าน

เศร้ายิ่งกว่าละคร "เจษ-เจษฎ์พิพัฒ" ชีวิตสุดพลิก อดีตร่ำรวยมาก ก่อนบ้านล้มละลายสูญเงิน 400 ล้าน

Publish 2018-09-02 13:03:28


เชื่อว่าหลายคนอาจจะคุ้นหน้าและรู้จจักพระเอกชื่อดังคนนี้ "เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์" ผู้ที่เคยรับบท "เชษฐา" ในละครเรื่องพิษสวาททางช่อง one31 และขณะนี้กำลังมีผลงานเรื่องวิมานจอเงิน แม้จะเล่นละครมาหลายเรื่องแล้ว แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยปริปากพูดที่ไหนมาก่อน เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวที่เรียกได้ว่าเศร้าสุดๆ เทียบไม่ติดกับนิยายน้ำเน่าเลยก็ว่าได้ 

 

 

 



ล่าสุดเจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ ได้เปิดใจเล่าเรื่องราวดังกล่าว ในรายการคุยแซ่บโชว์ ช่อง one 31 

 

 

เป็นทายาทเจ้าของตลาดรังสิต?

เจษ : ผมขออธิบายก่อน เราไม่ได้เป็นคุณหนูเลยครับ หมายถึงว่าทั้งการทำตัวเราด้วย แล้วก็ที่บ้านด้วย จริงๆ ครอบครัวผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งของตลาดรังสิตครับ ไม่ได้มีส่วนไปช่วยเหลือธุรกิจที่บ้านเลยครับ เพราะว่า พ่อให้เลือกว่าจะทำอะไรในชีวิต ตอนเรียนจบ ก็เลยเลือกที่จะทำงานตรงนี้ พอมีโอกาสได้ลองทำ ก็เลยชอบ แล้วก็ผมเป็นเด็กที่ไม่ชอบยอมแพ้อะไร คือทำอะไรต้องทำให้สุดทำให้ดีที่สุดอะไรประมาณนี้ พอรู้สึกว่าทำไม่ได้ ก็จะต้องทำให้ได้
 

 

เคยถูกเปลี่ยนตัวจากละครเรื่องนึง?

เจษ : ประมาณปี 51 ครับ ตอนอยู่ค่าย Exact เราก็คาดหวังว่า เราอยู่ในค่ายละครที่ค่อนข้างใหญ่แล้ว เราอยากจะมีละครเล่นอย่างจะขึ้นไปเป็นพระเอกให้ได้ในสักวันนึงอะไรแบบนี้ ได้มีโอกาสแคสละครได้เรื่องนึง แต่ก็มีปัญหาอยู่ คือเราอาจจะเล่นไม่ถึงแล้วก็ ฝีมือการแสดงเราน้อย เพราะเราไม่เคยเล่นละครมาก่อนเลย ก็ได้มีการ workshop กัน แล้วก็มันมีช่วงหนึ่งที่ผมต้องไปอเมริกา ไปหาพี่ผม

 

ซึ่งผมจะไปทุกปี พอกลับมาก็ถูกถอดจากละครเรื่องนี้เลย เขาให้เหตุผลว่าเราเล่นไม่ได้ ตอนนั้น attitude ผมรู้สึกแย่มากครับ ผมจะโทษคนอื่นหมดเลย ผมโทษที่ค่าย คุณครูที่สอนแอคติ้งตอนหลังก็คิดได้ คือเขาหวังดีกับเราทุกคน เขาจะมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชสอนแอคติ้งเราทำไม เขาก็ไม่ได้เงิน เราก็ไปเรียนฟรี เราจะเป็นฝ่ายได้ชื่อเสียงได้เงินจากเขาซะมากกว่า การนั่งโทษคนอื่นมันไม่ทำให้ตัวเราลุกขึ้นกลับมา ก็เลยสู้อีกครั้งนึง



 

 

ครอบครัวเคยเจอเหตุการณ์วิกฤต?

เจษ : วิกฤตปี 40 ครับ เมื่อก่อนพ่อผมก็จบเมืองนอกมาเหมือนกัน แล้วพ่อผมก็กลับมาทำธุรกิจส่วนตัว เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำพวกหมู่บ้านจัดสรรเพราะพ่อผมเป็นวิศวกร ตอนนั้นมีเงินเยอะมากๆ แล้ววันหนึ่งคุณพ่อไปกู้เงินเพื่อทำโครงการนึง แล้วโครงการยังไม่เสร็จ แล้วมันล่ม เราก็เลยไม่มีเงินที่จะทำ ให้มันต่อ ทำโครงการให้มันแล้วเสร็จไปต่อได้ ก็เลยติดหนี้แล้วก็ล้มละลาย ซึ่งปีนั้นก็ล้มกันเป็นโดมิโนเลย

 


แล้วชีวิตเราเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง?
เจษ : ผมนับถือพ่อผมมากเลย ชีวิตผมไม่เปลี่ยนเลยครับ คือที่บ้านเมื่อก่อนรวยมาก ที่บ้านจะมีรถหรูหลายคัน แต่ตอนนี้ไม่ได้รวยขนาดนั้น ตอนนั้นเราไม่รู้ พ่อแม่ปิดไว้ เด็กๆ ก็ไม่รู้สึก เราก็แค่แบบเออรถมันหายไปแค่นั้น แต่ก็ยังมีรถมารับเราอยู่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ที่รู้สึกได้คืออารมณ์ของพ่อแม่เหมือนจะหงุดหงิดง่ายขึ้นอะไรแบบนี้ ตอนนี้พ่อก็ยังไม่บอกผมนะว่าเกิดอะไรขึ้น

 

แต่ที่รู้ความจริงคือผมไปถามเขา เพราะว่าผมเรียนไฟแนนซ์ต้องเรียนเกี่ยวกับวิกฤตปี 40 และเขาก็บอกว่าเขาเจออะไรมา ก็เล่าอย่างละเอียดเลยครับว่าเจอมายังไง แต่ว่าพ่อจะไม่ได้เล่ามุมดราม่านะ แม่จะเป็นคนเล่าให้ฟังตอนหลังมากกว่า ตอนนั้นก็น่าจะโดนไป 400 ล้านบาท

 

 

 


กว่าครอบครัวจะสามารถลุกขึ้นได้อีกครั้ง?

เจษ : สำหรับตัวผมมันเหมือนเดิมมาตลอดครับ แต่ว่าถ้าสำหรับเขา ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากวัตถุจากสิ่งของต่างๆนานา พวกรถ ของใช้ในบ้านอะไรแบบนี้ ก็ค่อยๆเปลี่ยน ค่อยๆดีขึ้น ที่เรารับรู้ได้ น่าจะประมาณตอนผม ม.ปลาย เพราะช่วงที่เกิดวิกฤตผมเพิ่งอยู่ตอนประถมเอง พ่อแม่สำคัญที่สุดเลยครับ

 

ทุกวันนี้ก็ทำเพื่อครอบครัวอยู่ ปัจจุบันนี้ผมจะคิดถึงตัวเองน้อยมาก ผมรู้สึกว่าผมคิดถึงแค่ตัวเองมันไปได้นิดเดียว ผมจะทำไปทำไม ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ว่าถ้าเพื่อเขา ให้เขารู้สึกภูมิใจที่เห็นเราประสบความสำเร็จ อันนั้นตัวเราจะหนัก แต่เราจะผลักตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณรายการ : คุยแซ่บโชว์ ช่อง one 31 

ขอบคุณ IG : jesjpp




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล