ย้อนไทม์ไลน์ 24 ส.ค. สูญสิ้นชายผู้เป็นมรดกแห่งโลกดนตรี จอห์น เลนนอน ฆาตกรรมโหดโลกไม่ลืม

ย้อนไทม์ไลน์ 24 ส.ค. สูญสิ้นชายผู้เป็นมรดกแห่งโลกดนตรี "จอห์น เลนนอน" ฆาตกรรมโหดโลกไม่ลืม

Publish 2018-08-24 12:40:31


 

    ภาพของชายหนุ่มสี่คนที่กำลังเดินเรียงแถวข้ามทางม้าลาย ณ  Abbey Road  อันเป็นภาพปกแผ่นเสียงอัลบั้มสุดท้ายของวงดนตรีผู้เป็นตำนานบทหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกดนตรี ผู้ขับขานบรรเลงบทเพลงด้วยท่วงทำนองแห่ง ร็อคแอนด์โรล สี่หนุ่มวง "สี่เต่าเธอ" (The Beatles) คงจะน้อยคนนักที่ไม่รู้จักพวกเขา เพราะด้วยดีกรีที่ได้รับการยกย่องกันอย่างกว้างขวางให้พวกเขาเป็นวงร็อคที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุค 1960 - 1970 และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล

 

    แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เพราะในวันที่ 6 มีนาคม 1970 เกิดข่าวช็อคโลกที่ต่างทำให้แฟนเพลงของวง The Beatles ต้องใจหายไปตามกัน เมื่อพวกเขาประกาศยุบวงภายหลังการประกาศถอนตัวออกจากวงของสมาชิกในวงคนหนึ่ง และแยกย้ายไปตามทางของตน ประหนึ่งว่าจะเป็นการส่งต่อไม้ผลัดให้แก่ร็อคแอนด์โรลรุ่นใหม่ เพื่อให้สานต่ออุดมการณ์ทางดนตรีของพวกเขาต่อไป

 

    ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แต่ผลงานและความสามารถทางดนตรีของพวกเขาก็ยังคงเป็นมรดกตกทอดมาสู่ยุคปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาควรจะเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต หากไม่เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำให้โลกได้สูญเสียหนึ่งในมือกีต้าร์ผู้บุกเบิกวง The Beatles จอห์น เลนนอน ผู้ถูกปลิดชีพด้วยกระสุนแห่งมัจจุราชที่แฝงตัวอยู่ในร่างแฟนเพลงผู้ยกย่องเทิดทูนเขาโดยทูตมรณะผู้นี้มีนามว่า มาร์ค แชปแมน

 

 

 

    จอห์น วินสตัน โอะโนะ เลนนอน  (John Winston Ono Lennon) หรือ จอห์น เลนนอน เกิดและเติบโตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ชีวิตของเขานั้นไม่ต่างอะไรกับเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาท่ามกลางความขัดแย้งและดิ้นรน ในสภาวะสงคราม

 

    เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน เขาทำผลการเรียนได้ไม่ดีนัก ด้วยผลการเรียนที่ย่ำแย่ของเขานั้นเอง ทำให้เขาถูกล้อและเป็นตัวตลกในห้องเรียน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เพราะเขามีพรสวรรค์ด้านศิลปะที่เด่นชัดตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยการวาดการ์ตูนลงนิตยสารของโรงเรียน ก้าวเล็กๆ ในชีวิตนักดนตรีของจอห์น เริ่มขึ้นในปี 1956 เมื่อแม่ของเขาซื้อกีต้าร์ตัวแรกให้เป็น รุ่น Gallotone Champion ซึ่งเป็นกีตาร์โปร่ง ราคาถูก ต่อมาเมื่อเขาอายุได้ 16 ปี เขาได้เปิดการแสดงดนตรีครั้งแรกภายในโรงเรียน ภายใต้ชื่อวง ควอร์รี่ แมน (Quarry Man) ซึ่งเป็นวงดนตรีวงแรกของเขา 



 

    ภายหลังได้พบกับ พอล แมกคาร์ตนีย์ พร้อมกับ จอร์จ แฮริสัน ด้วยที่มีความชอบและอุดมการณ์ทางดนตรีตรงกันทั้งสามจึงได้ร่วมงานกัน ในที่สุด วง The Beatles จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ชีวิตรักของจอห์น นั้นไม่ได้สวยงามนักเมื่อเขาหย่ากับภรรยาคนแรก ซินเธีย โพเวลล์ และมีพยานรักด้วยกันหนึ่งคนคือ จูเลียน แต่ด้วยความไม่ลงรอยกันความรักของทั้งสองจึงได้สิ้นสุดลง และจอห์นได้พบกับรักครั้งใหม่กับโยโกะ โอโนะ ในที่สุดปี 1970 เมื่อ The Beatles ประกาศยุบวง แต่จอห์น ก็ยังเลือกเดินในเส้นทางสายดนตรีของเขาต่อไป และประสบความสำเร็จไม่ยากนักด้วยการออกอัลบั้มติดต่อกันถึง 4 อัลบั้ม

 

    คืออัลบั้ม  Imagine ตามด้วย Mind Games, Rock and Roll และ Walls and Bridge ตามลำดับ โดยเพลง "Imagine" นั้นเรียกได้ว่าเป็นบทเพลงที่เป็นประหนึ่งสัญลักษณ์แห่งการเรียกร้องสันติภาพ ที่มีเนื้อหาโดยรวมกล่าวถึง การจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากการแบ่งแยกเชื้อชาติ ปราศจากการแบ่งแยกทางศาสนาและไร้ซึ่งสงคราม เป็นบทแพงที่สื่อถึงมโนภาพของจอห์นที่มีความหวังว่า โลกจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

 

 

    ชีวิตส่วนตัวของเขากลับไม่ได้ประสบความสำเร็จเฉกเช่น ผลงานทางดนตรี ด้วยปัญหาในครอบครัวส่งผลให้ จอห์น และ โยโกะ ภรรยาของเขา ตัดสินใจแยกทางกันเป็นเวลา 14 เดือน แต่ภายหลังได้รับความกดดันจากสาธารณชน จึงกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งและให้กำเนิดบุตรชายในปี 1975 นามว่า ฌอน ส่งผลให้จอห์น ตัดสินใจพักจากอาชีพนักดนตรี เพื่อทำหน้าที่พ่อที่ดี คอยเลี้ยงดูครอบครัวอย่างดีที่สุดเท่าที่ชายคนหนึ่งจะทำได้ 5 ปีต่อมา เขาหวนกลับเส้นทางนักดนตรีอีกครั้ง เขาเขียนงานเพลง Double Fantasy และบันทึกในปีเดียวกันคือปี 1980

 

    แต่แล้วในปี 1980 ควรจะเป็นอีกวันธรรมดาวันหนึ่งในชีวิตศิลปินของจอห์น ในช่วงเช้าที่อากาศดีภายหลังจอห์นไปตัดผมเพื่อเตรียมที่จะถ่ายแบบร่วมกับภรรยาในนิตยสาร The Rolling Stone และเดินทางเพื่อไปให้สัมภาษณ์ ในรายการวิทยุ RKO Radio Special เรื่องการกลับเข้าสู่วงการ ต่อมาในช่วงเย็นจอห์นและภรรยา ที่กำลังเดินทางจากอพาร์ตเมนต์ดาโคตาเพื่อทำการอัดเพลง Walking On Thin Ice ได้มีแฟนเพลงคนหนึ่งนำแผ่นเสียงอัลบั้มล่าสุดของเขาเเพื่อข้ามาขอลายเซ็น ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป โดยที่จอห์นไม่รู้เลยว่าในเวลาไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ชายผู้นั้นคือผู้ที่จะเป็นผู้ปลิดลมหายใจของเขา มาร์ก เดวิด แชปแมน (Mark David Chapman) ด้วยเหตุผลที่ว่า "ทั้งรัก ทั้งเกลียด" 

 

 

    เมื่อภารกิจประจำวันของจอห์นและภรรยาเสร็จสิ้น ก็ได้เดินทางกลับถึงพาร์ตเมนต์ช่วงประมาณ 4 ทุ่ม ชายเมื่อตอนเย็นก็กลับมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้กลับมาพร้อมแผ่นเสียงอีกแผ่นเพื่อจะขอลายเซ็นอย่างใด แต่ในมือของเขากลับถือปืน .38 กำแน่นไว้ในมือเป็นอันบอกได้ว่า คราวมรณะของจอห์นกำลังจะมาเยือนเขาแล้ว แชปแมนลั่นกระสุนไปถึง 5 นัด เข้าที่แผ่นหลังของจอห์น อย่างไม่มีพลาด จอห์นพยายามขัดขืนอย่างสุดกำลังด้วยแรงเฮือกสุดท้ายของเขา เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กระสุนตัดเข้าที่สำคัญ จอห์นเสียเลือดมากจนช็อคและแน่นิ่งไปในที่สุด หนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราช จอห์น เลนนอน เสียชีวิตเวลา 23.07 น. ของวันที่ 8 ธ.ค. 1980 ด้วยวัย 40 ปี

 

    อีกหนึ่งเรื่องน่าขนพองสยองเกล้า และชวนขนหัวลุกไปตามกัน คือภายหลังการฆาตกรรมอย่างเลือดเย็นด้วยฝีมือของแชปแมน เขาไม่ได้หนีไปไหนอย่างที่ฆาตกรควรจะทำกัน หากแต่ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น อ่าน The Cather in The Rye นวนิยายของ เจ. ดี. ซาลิงเจอร์ ที่เขาซื้อและพกติดตัวมาตั้งแต่เช้าอย่างสบายอารมณ์ จนกระทั่งตำรวจมาถึงตัวและเข้าจับกุมเขาในที่สุด



    มีบางข้อมูลระบุว่า แชปแมน ฆาตกรผู้มาจากเท็กซัส เป็นแฟนตัวยงของ The Beatles  และมี จอห์น เลนนอน เป็นประหนึ่งไอดอล และศิลปินในดวงใจของเขาแต่มีคำพูดบางคำที่ออกมาจากปากศิลปินที่เขาชื่นชอบและทำให้เขาผิดหวัง เช่นคำพูดของจอห์น ที่กล่าวว่า "เดอะบีทเทิลส์โด่งดังกว่าพระเยซู" ทำผู้เคร่งศาสนนาอย่างแชปแมนรู้สึกผิดหวัง เกิดความเคียดแค้นและตัดสินใจลงมือในที่สุด

 

 

 

    แต่สื่อบางแห่งได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายของแชปแมนคือ หนังสือชีวประวัติของจอห์น เรื่อง “John Lennon: One Day at a Time” ที่เขียนโดยแอนโธนี ฟอว์เซ็ตต์ ที่เนื้อหาในหนังสือมีความตอนหนึ่งที่จอห์น กล่าวถึงความรักและสันติภาพผ่านบทเพลง Imagine แต่แชปแมนกล่าวว่า ในความเป็นจริงชีวิตของจอห์น ไม่ได้เป็นเช่นที่เขาเทศนาในหนังสือแม้แต่น้อย

 

    "เขาบอกให้เราจินตนาการถึงการไม่ครอบครองทรัพย์สมบัติ แต่เขายังมีเงินเป็นล้านๆ ดอลลาร์ มีเรือยอชท์ มีฟาร์ม และบ้านพักตากอากาศและหัวเราะเยาะใส่คนอย่างผมที่เชื่อเรื่องโกหกคำโตนั้นและจ่ายเงินซื้อแผ่นเสียงเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเขา" เหล่านี้คือคำพูดที่ออกมาจากปากแชปแมนที่กล่าวถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุฆาตกรรม

 

    เดวิด แชปแมน เข้าสู่กระบวนการทางกฏหมาย และได้ถูกตัดสินโทษจำคุก 20 ปี ถึงตลอดชีวิต โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องเข้ารับการรักษาสุขภาพทางจิตจวบจนวันนี้เวลาผ่านไป 37 ปี หลายคนอาจลืมเลือนชื่อเขาไปตามกาลเวลา แต่ความพยายามของแชปแมน วัย 63 ปีที่ยังคงอยู่ในคุกยังคงไม่สิ้นสุด เพราะเมื่อปี 2559 เขาได้พยายาม ยื่นคำร้องขอทัณฑ์บนอีกครั้งเป็นครั้งที่ 9 แต่ก็ถูกปฏิเสธเฉกเช่นทุกครั้ง ในการพิจารณาคำร้องขอทัณฑ์บนครั้งก่อนๆ ของแชปแมน เขาได้กล่าวว่า ในตอนแรกมีการพิจารณาว่าจะสังหารเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ หรือจอห์นนี่ คาร์สันเอาไว้ก่อน  แต่เปลี่ยนมาเป็นจอห์น เลนนอน เนื่องจากมองว่าอดีตนักร้องนำของเดอะ บีเทิลส์ เป็นเป้าหมายที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

 

    ส่วนทางทนายความของแชปแมน ก็พยายามต่อสู้ทางคดีให้ไปในทิศทางว่า แชปแมนนั้นมีอาการป่วยทางจิต และในช่วงไม่กี่วันมานี้ โอกาสในการยื่นคำร้องขอทัณฑ์บนของแชปแมนกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ท่ามกลาง บรรดาแฟนเพลงของ จอห์น ที่ออกมารวมตัว เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการที่พิจารณาด้านการอภัยโทษ ไม่ให้เกิดกรณีการอภัยโทษฆาตกรวิปริตผู้นี้ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดซ้ำขึ้นอีก 

 

    ถึงแม้ว่าเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในครั้งนั้นที่สร้างรอยแผลให้กับแฟนเพลงของจอห์น เลนนอน และความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ต่อวงการดนตรี จะผ่านมาเป็นเวลากว่า 37 ปีแล้ว แต่แน่นอนว่ารอยแผลในจิตใจก็ยังคงไม่จางหายไปไหน ในวันที่โลกไร้ซึ่งร่างและลมหายใจของชายผู้ชื่อ จอห์น เลนนอน แต่ผลงานและบทเพลงที่เขาได้ขับกล่อมบรรเลงจรรโลงโลกจะยังคงอยู่และถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ตลอดไป

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ