ยิ่งลึกยิ่งเจอปม คดีน้องหญิงตกเทรลเลอร์ สาวไส้จนสะท้อนระบบวงการแพทย์ ดุลพินิจที่ควรมี และการชันสูตรที่ต้องคิดใหม่

ยิ่งลึกยิ่งเจอปม คดีน้องหญิงตกเทรลเลอร์ สาวไส้จนสะท้อนระบบวงการแพทย์ ดุลพินิจที่ควรมี และการชันสูตรที่ต้องคิดใหม่

Publish 2018-08-08 11:57:12

 

        เรียกว่ากำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอยู่ในเวลานี้เกี่ยวกับวงการแพทย์กับระบบชันสูตรร่างไร้วิญญาณ ของ น.ส.นรีกานต์ ยาวิราช หรือน้องหญิง วัย 19 ปี เหยื่อสาวคดีฆ่าข่มขืน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 61 ระหว่างน้องหญิง กลับจากการเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่าน อ.บางปะอิน  จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะมาเสียชีวิตอย่างปริศนา สภาพศพกะโหลกศีรษะแตก สมองบวม เนื่องจากโดนของแข็งทุบเข้าอย่างแรง โดยมีนายสุรพล ดาราคำ หรืออ๊อฟ อายุ 23 ปี เป็นผู้ขับรถไปส่งน้องหญิงและอยู่ด้วยเป็นคนสุดท้าย ส่วนนายอ๊อฟ นั้นอ้างว่าน้องหญิงกระโดดจากรถเทรลเลอร์เอง 

 

        ร่างของน้องหญิงถูกส่งไปยังโรงพยาบาลการุญเวช 2 บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแรก มีนายอ๊อฟ พาน้องหญิงไปส่งด้วย
ในตอนนั้นน้องหญิงยังไม่เสียชีวิต ด้วยอาการที่หนักเกินไป แพทย์โรงพยาบาลการุญเวช 2 จึงนำส่งตัวน้องหญิงไปโรงพยาบาลปทุมธานี ในช่วงบ่าย จากผลเอกซเรย์พบว่า ฐานกะโหลกแตก กระดูกหน้าแตก สมองบวม อาการของน้องหญิงถือว่าเสี่ยงเสียชีวิตมากในตอนนั้นแพทย์จึงไม่กล้าผ่าตัด แต่ให้น้องหญิงใส่เครื่องช่วยหายใจ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม น้องหญิงได้จากไปในเวลาประมาณ ตี 2

 

 

 



 

       จากการเสียชีวิตของน้องหญิงนั้นพนักงานสอบสวนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ติดใจและญาติของน้องหญิงเองก็ไม่ได้นำศพไปผ่าพิสูจน์ใหม่ ดูเหมือนเรื่องทุกอย่างจะจบแต่เพียงเท่านี้ เนื่องจากนำศพของน้องหญิงมาจัดพิธีศพตามศาสนา ทั้งนี้อยู่ๆ ได้มีเพื่อน ของน้องหญิง นำหลักฐานบางอย่างมาให้ครอบครัวน้องหญิงดู จนครอบครัวของน้องหญิงรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงได้ทำการนำร่างของน้องหญิงส่งไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศซาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อผ่าพิสูจน์ขึ้นอีกครั้ง โดยผลชันสูตรครั้งใหม่นี้ทำให้หลายคนที่เกี่ยวข้องตกใจเนื่องจากเป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ คือโดนตีด้วยของแข็งไม่มีคม สวนทางกับการให้ข้อมูลของนายอ๊อฟในตอนแรก ที่บอกว่าน้องหญิงนั้นตกจากรถเทรลเลอร์ มาถึงตอนนี้เราจะเริ่มเห็นประเด็นปัญหาของระบบชันสูตรทีละขั้นตอน 

1. เมื่อน้องหญิงเสียชีวิตควรที่จะผ่าศพเพื่อพิสูจน์หาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะญาติของผู้เสียชีวิตไม่ติดใจในสาเหตุการตายตอนแรก และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ก็ไม่ได้บังคับให้มีการผ่าศพ หรือชันสูตร เนื่องจากอยู่คนละส่วนกัน แต่จะบังคับให้มีเมื่อการตายนั้นผิดธรรมชาติ

2. การตายของน้องหญิงนั้นเข้าข่ายการตายแบบผิดธรรมชาติตามหลัก ป.วิอาญา มาตรา 148 มี 5 รูปแบบดังนี้
   2.1. ฆ่าตัวตาย
  2.2. ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
  2.3. ถูกสัตว์ทำร้าย
  2.4. ตายโดยอุบัติเหตุ
  2.5.ตายโดยยังไม่ปรากฎเหตุ

    ทั้งนี้กฎหมายได้ระบุว่าหากสภาพศพเข้าข่าย 1 ใน 5 ข้อ ดังกล่าวต้องมีการชันสูตรศพทันที ตาม ป.วิอาญา มาตรา 150

 

 


 

3.ดุลพินิจของแพทย์ เป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งในเมื่อผลเอซ์เรย์ของน้องหญิงก็ระบุว่าศีรษะถูกตีด้วยของแข็งแล้ว แต่เหตุใดแพทย์ยังมีการสรุปว่าการเสียชีวิตของน้องหญิงเป็นเพียงอุบัติเหตุ นี่ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของวงการแพทย์ หากญาตินำศพไปทำพิธีจนเผาเป็นที่เรียบร้อยคงเป็นการยากหากญาติจะติดใจเอาความทีหลัง

      นี่เป็นเพียง 3 ข้อ ที่เป็นประเด็นสงสัยกัน เพราะหลังจากนั้นยังมีหลักฐานสำคัญอย่างกางเกงชั้นในของน้องหญิง โดยพยาบาลจากโรงพยาบาลแรกที่ได้นำส่งร่างของน้องหญิงได้ออกมาสารภาพในภายหลังว่าได้นำกางเกงชั้นในแยกใส่ถุง 2 ถุง คือกางเกงขาสั้น และกางเกงชั้นใน ให้แม่บ้านบริษัท กำจัดขยะติดเชื้อนำไปทำลาย

      ด้านทนายอัจฉริยะ ผู้รับทำคดีนี้ได้กล่าวว่า พยาบาลได้อ้างว่าไม่พบร่องรอยความผิดปกติของกางเกงชั้นใน ทั้งยังเปียกน้ำจึงได้นำไปทิ้ง ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าก่อนหน้านี้ทางญาติของน้องหญิงได้ไปสอบถามกับทางโรงพยาบาลแต่ทางโรงพยาบาลกลับบอกว่าได้ส่งมอบไปแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่แพทย์ควรจะตระหนักคิดเพราะทุกอย่างคือหลักฐานสำคัญไม่ว่าการตายนั้นจะถูกหรือผิดธรรมชาติ หากจะทำอะไรเกี่ยวกับผู้ตายควรขออนุญาตจากครอบครัวผู้ตายเสียก่อน 
    
     เชื่อว่านี่ไม่ใช่คดีแรกของระบบชันสูตรที่หละหลวม เพียงแต่หลายๆ คดีไม่ได้อยู่ในกระแสจนถูกปล่อยปละละเลย จนคดีเงียบหายไป ในที่สุดก็ถูกลืม ถือว่าคดีของน้องหญิงเป็นอีกบทหนึ่งที่ทำให้ระบบชันสูตรไทย ต้องกลับมาคิดใหม่ในกระบวนการทำงานว่ามีความเที่ยงตรงและจรรยาบรรณในวิชาชีพเพียงใด



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย