การแพทย์เผย!! ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex) โรคเริม ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันรักษา โดยเฉพาะ!!เชื้อโรคฝังอยู่ในปมประสาท!ผู้ป

Publish 2018-01-21 07:53:11



ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ HSV,  เริม ,หรือ โรคเริม (Herpes simplex)เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เป็นโรคติดต่อที่หลายๆคนมักจะพบเห็นได้บ่อยในกลุ่มของบุคคลทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะในวัยรุ่นหนุ่มๆสาวๆและในวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง ทุกคนต่างก็มีโอกาสเสี่ยงเกิดเป็นโรคนี้ได้ในอัตราเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกัน

ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มี วัคซีนป้องกันโรคเริม โดยเฉพาะ แต่ทางการแพทย์กำลังมีการศึกษาคิดค้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโรคพบบ่อยเป็นโรคผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง แต่ว่าเป็น ไวรัส ที่ต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอี ใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำกับผิวหนังได้คล้ายๆกันเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดการแบ่งตัวเชื้อจะฝังอยู่ในปมประสาท ทำให้ผู้ป่วยอาจหายจากอาการต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถหายขาดจากโรคนี้ได้

อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม..

ไขข้อกังขา”โรคท้องร่วงรุนแรงจากเชื้อไวรัสโรต้า (Rotavirus)” อันตรายแค่ไหน ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะในการรักษา!!จริงหรือ?..

กรมการแพทย์เผย…6พฤติกรรมเสี่ยง!!”เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” มีวิธีป้องกันอย่างไร? (มีรายละเอียด)

ข้อมูลที่นักเดินทางควรรู้…”วิธีนอนหลับในรถที่ถูกต้อง ป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากเงื้อมมือมัจจุราชเงียบ!!!ทำอย่างไร?…(อยากรู้ต้องอ่าน)



สาเหตุของการเกิดโรคเริมโดยส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่

• ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus type 1: HSV-1) มักเป็นสาเหตุของการติดเชื้อบริเวณปาก อาจจะเป็นบนริมฝีปาก หรือรอบๆ ปาก ซึ่งมาจากการพักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนแอ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ในช่วงที่เครียด พักผ่อนน้อย ร่างกายอยู่ในระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัด อยู่ในแสงแดดจัดเป็นเวลานาน หรือในช่วงมีประจำเดือนของผู้หญิง

• ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 2 (Herpes Simplex Virus type 2: HSV-2) เป็นสาเหตุของการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศค่ะ เชื้อไวรัส HSV1 และ HSV2 สามารถเป็นสาเหตุของการติดเชื้อบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้เช่นกันค่ะ เมื่อเมื่อร่างกายอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น บริเวณดวงตา หรือสมอง

“ที่สำคัญคือเมื่อได้รับเชื้อแล้ว เชื้อจะฝังอยู่ในปมประสาท ทำให้ผู้ป่วยอาจหายจากอาการต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถหายขาดจากโรคนี้ได้ จะกลับมาเป็นอีกครั้งเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำครับ ในผู้ที่ยังเป็นเด็ก เมื่อเป็นแล้วอาจจะเกิดอาการและเป็นบ่อยกว่าผู้ใหญ่ แต่เมื่อโตขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้น อาการก็จะเกิดน้อยลงค่ะ”

โรคเริมเกิดได้อย่างไร? ติดต่อไหม? ติดต่ออย่างไร?

โรคเริมติดเชื้อ/ติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มแผลที่เป็นโรค จากน้ำ จากตุ่มพอง จากน้ำลาย จากสารคัดหลั่ง จากเมื่อใช้ของใช้ร่วมกัน การจูบ การกิน จากมือติดโรคป้ายตาจึงเกิดโรคที่ตา และเมื่อเกิดกับอวัยวะเพศ จะก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (บ่อยครั้งคนที่เกิดโรคมีอาการน้อยมาก จึงไม่รู้ว่าเป็นโรค) และติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ขณะคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ
เมื่อติดเชื้อเริมมักไม่มีอาการอะไร แต่เชื้อจะอยู่ในตัวตลอดชีวิต ในปมประสาท รอจนเมื่อร่างกายอ่อนแอลงจึงแสดงอาการ
โรคเริมเป็นแล้วเป็นอีกได้เรื่อยๆ บางครั้งอาจเกิดถึงปีละ 3 ครั้ง แต่จะค่อยๆห่างไปเมื่อสูงอายุขึ้น
โรคเริมในช่องปากหรือที่ริมฝีปากมักเกิดอาการตามหลังช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ เช่น อาการเครียด พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ถูกแสงแดดจัด หลังผ่าตัด หรือช่วงมีประจำเดือน

โรคเริมมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคเริมคือ การเกิดตุ่มพองเล็กๆเจ็บ ต่อมาเกิดเป็นตุ่มน้ำอย่างรวดเร็วภายใน 1 - 2 วัน ในตุ่มมีน้ำใสๆ ตุ่มมักเกิดเป็นกลุ่มๆ ลักษณะตุ่มคล้ายของโรคงูสวัดและตุ่มโรคอีสุกอีใส แต่เกิดในตำแหน่งและมีการแพร่กระจายของตุ่มผิดกัน อาการเป็นอยู่ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์และหายเองได้
ก่อนหน้าเกิดตุ่มพอง อาจอ่อนเพลียแต่ไม่มีอาการอื่น จึงมักไม่รู้ตัวว่า ติดโรค หรือบางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดนำก่อน 1 - 3 วันเช่น ไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว และเมื่อเกิดในปากอาจกินอาหารแล้วเจ็บทำให้กินได้น้อย ผอมลง
โรคเริมหายได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่เมื่อรักษาด้วยยาต้านไวรัสมักช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามหลังหายแล้วมักไม่เกิดเป็นแผลเป็น

แพทย์วินิจฉัยโรคเริมได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคเริมได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และจากลักษณะตุ่มน้ำ แต่ในบางคนซึ่งอาการตุ่มน้ำไม่ชัดเจน แพทย์ใช้วิธีตรวจเลือดดูภูมิต้านทานโรคนี้

รักษาโรคเริมได้อย่างไร?

แพทย์รักษาโรคเริมได้ด้วยการให้กินยาและ/หรือป้ายยาต้านไวรัส และการรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ยาแก้ปวด

โรคเริมรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?
โดยทั่วไป โรคเริมไม่รุนแรงมักหายได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่เมื่อรัก ษาความสะอาดไม่ดี ตุ่มพองอาจเป็นหนองจากติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ และเมื่อติดเชื้อในตาจะส่งผลถึงการมองเห็นได้ หรือบางครั้งในคนมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ โรคอาจลุกลามเป็นการติดเชื้อของเยื่อหุ้มสมองและของสมอง (โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือโรคสมองอักเสบ อาการสำคัญคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก แขน/ขาอ่อนแรง อาจชักและโคม่า)

เมื่อเป็นโรคเริมดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

วิธีการดูแลตนเองเมื่อเกิด โรคเริม และการพบแพทย์ได้แก่
 • การพักผ่อน
 • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) ป้องกันการติดเชื้อในเนื้อ เยื่อ/อวัยวะอื่นๆและสู่ผู้อื่น
 • แยกของใช้ เครื่องใช้ ส่วนตัว รวมทั้งแก้วน้ำและช้อน
 • ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อย 6 - 8 แก้วต่อวันเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว
 • รักษาความสะอาดบริเวณตุ่มพอง และเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
 • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกา และตุ่มน้ำติดเชื้อจากการเกา
 • เมื่อเกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศ ควรสวมใส่เสื้อผ้า กางเกงใน ที่หลวมสบาย และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ช่วงนั้น
 • กินยาบรรเทาปวดพาราเซตามอลและยาบรรเทาอาการคัน โดยปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยากินเองเสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา
 • รีบพบแพทย์เมื่อ
 • ตุ่มพองลุกลามมาก
 • ไข้สูง ไข้ไม่ลงภายใน 1 - 3 วัน (ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ)
 • เริ่มมีอาการทางดวงตา เช่น เริ่มเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหล
 • ตุ่มน้ำเป็นหนอง เพราะต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งควรให้ยาโดยแพทย์
 • เมื่อกังวลในอาการ
 • รีบพบแพทย์ฉุกเฉินเมื่อมีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะมาก แขน/ขาอ่อนแรง ชัก และ/หรือโคม่า



ข้อมูลอธิบาย วิธีรักษาโรคเริม เพิ่มเติม

ถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดงชัดเจน แพทย์จะให้การรักษาไปตามอาการ (เช่น ให้ยาแก้ปวดลดไข้ ยาบรรเทาอาการคัน ให้สารน้ำในรายที่มีภาวะขาดน้ำ) ร่วมไปกับการให้ยาต้านไวรัส ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ช่วยให้หายเร็วขึ้น และลดโอกาสการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
แต่มักจะไม่ได้มีผลในการป้องกันการกำเริบซ้ำ เพราะยาต้านไวรัสไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในปมประสาทได้ ส่วนในรายที่มีอาการแสดงไม่ชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญเพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ซึ่งวิธีการรักษาโรคนี้ที่สำคัญคือการให้ยาต้านไวรัส ซึ่งมีแนวทางดังนี้

โรคเริม ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษามักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะเริมที่กลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งจะมีอาการน้อยกว่า (ตุ่มน้ำมีขนาดเล็กและมีจำนวนน้อยกว่า) หายเร็วกว่า และมักไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย

ในรายที่มีเริมขึ้นที่บริเวณตาควรรีบไปพบจักษุแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าพบว่ามีกระจกตาอักเสบจากเชื้อเริม (Herpetic keratitis) แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดหยอดตาหรือป้ายตา เช่น ยาหยอดตาไตรฟลูริดีน (Trifluridine) ชนิด 1% ใช้หยอดตาวันละ 9 ครั้ง (ประมาณ 2 ชั่วโมงครั้ง), ยาขี้ผึ้งป้ายตาไวดาราบีน (Vidarabine) ชนิด 3% ใช้ป้ายวันละ 5 ครั้ง นาน 21 วัน ส่วนในรายที่เป็นรุนแรงอาจต้องให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)ครั้งละ 200-400 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง นาน 10 วัน
สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเริมครั้งแรกที่บริเวณหนัก แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง นาน 10-14 วัน

สำหรับผู้ที่เป็นตะมอยเริม (Herpetic whitlow) แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน

สำหรับการติดเชื้อเริมครั้งแรกในช่องปากหรืออวัยวะเพศ แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)ครั้งละ 200 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง ทุก ๆ 4 ชั่วโมง (เว้นช่วงนอนหลับตอนดึก) หรือให้รับประทานในขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ 8 ชั่วโมง นาน 10-14 วัน ส่วนในเด็กที่เป็นเริมในช่องปากแพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ในนาด 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันละ 5 ครั้ง นาน 7 วัน

สำหรับการติดเชื้อซ้ำในบริเวณช่องปาก (ริมฝีปากด้านนอก เหงือก หรือเพดานปาก) หรืออวัยวะเพศ แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ 8 ชั่วโมง นาน 5 วัน
สำหรับผู้ที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศซ้ำอยู่บ่อย ๆ คือมากกว่าปีละ 6 ครั้ง แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดอัตราการเป็นซ้ำและลดการแพร่เชื้อของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการได้

ในผู้ป่วยโรคเริมที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดอื่น เช่น แฟมซิโคลเวียร์ (Famciclovir) รับประทานครั้งละ 250 มิลลิกรัม หรือให้วาลาไซโคลเวียร์ (Valaciclovir) รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7-10 วัน
ในรายที่สงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อน (เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตับอักเสบ), มีการติดเชื้อในทารกแรกเกิด หรือเป็นโรคเริมชนิดแพร่กระจาย แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำนาน 10-14 วัน

หญิงตั้งครรภ์ที่มีการติดเชื้อเริมครั้งแรกที่ช่องคลอดหรือปากมดลูกในระยะใกล้คลอด แพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดทางหน้าท้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกเกิดการติดเชื้อในขณะคลอดผ่านทางช่องคลอด

สำหรับยาทา ในปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่ได้ผลดีกับโรคนี้ ยาทาอาจจะได้ผลดีในแง่ลดอาการปวด ทำให้ผื่นแห้งเร็ว ซึ่งยาที่นิยมใช้ก็คือ ครีมอะไซโคลเวียร์ ที่ใช้ได้ผลเฉพาะกับเริมที่เป็นครั้งแรก และไม่ช่วยลดจำนวนของเชื้อหรือลดระยะเวลาที่เป็นโรค ส่วนยาทาอื่น ๆ นั้นต้องเลือกให้ดีเพราะอาจมีแอลกอฮอล์หรือสารที่ระคายเคืองอย่างอื่นซึ่งทำให้แผลหายช้า ส่วนยาทาที่ผสมสเตียรอยด์ก็ไม่ควรใช้ เพราะแผลจะหายได้ช้า

ครีมพญายอ ซึ่งทำจากสมุนไพรเสลดพังพอนตัวเมีย (พญายอ) ได้ผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้วและพบว่า สามารถช่วยรักษาเริมที่อวัยวะเพศที่เป็นครั้งแรกได้ผลดีพอ ๆ กับครีมอะไซโคลเวียร์ (ประสิทธิภาพยังสู้อะไซโคลเวียร์ชนิดรับประทานไม่ได้) แต่ไม่สามารถป้องกันการกำเริบซ้ำได้ ส่วนเริมที่กำเริบซ้ำจะใช้ยาทาเหล่านี้ไม่ได้ผล ต้องใช้ยารับประทานเท่านั้นค่ะ

ป้องกันโรคเริมได้อย่างไร? มีวัคซีนไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเริม แต่กำลังมีการศึกษาคิดค้นอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นโรคพบบ่อย

วิธีป้องกันโรคเริมที่ดีที่สุดคือ รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) และกินอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ให้ครบทั้งห้าหมู่ในทุกๆวัน พักผ่อนให้เพียงพอ รัก ษาอารมณ์/จิตใจไม่ให้เครียด และให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยชายในการมีเพศ สัมพันธ์เสมอนะคะ

ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย,
ข้อมูลจาก: ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ และข้อมูลเพิ่มเติม,(บางส่วน)
จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย: โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์


เรียบเรียงโดย

โชติกา พิรักษา


Suggess News

Recommend News