เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง... สมคิด ปูทางสู่การเมือง

Publish 2018-01-10 14:53:53



ขอโอเลี้ยงแก้วเดียว ถ้าสมคิดไม่เล่นการเมือง 

วลีเด็ดและบทบาทการบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เริ่มเข้มข้นและเผ็ดมันขึ้นรื่อย ๆ จากก่อนหน้าที่ก่อนปลายปีที่แล้ว ดร.สมคิด ออกมาประกาศว่า ปีนี้คนจนจะหมดประเทศไทย ซึ่งกลายเป็น วลีทอง ที่ฮือฮากันไปทั่ว และกลายเป็นคำฮิตติดปาก ถ้าไม่มี คำว่า"แหวนเพชร และ นาฬิกา" ขึ้นมาแซง  จากนั้นมา ดร.สมคิด ก็เดืนหน้าผลักดันทุกหน่วยงานเศรษฐกิจที่ดูแล ให้เร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐราวกว่า 11 ล้านคนก่อนอันดับแรก



ดังนั้นจึงเกิดข่าวขึ้นมาว่า ดร.สมคิด คือ หัวหน้าพรรคการเมือง สายทหาร คนต่อไป และมีแผนจะลงเล่นการเมือง เพราะดูจากแผนเศรษฐกิจที่ออกมาจะเน้นไปที่รากหญ้า ซึ่งเป็นพลเมืองจำนวนมากของประเทศ เพราะถ้าดร.สมคิดแก้ปัญหาความยากจนได้เสริจจริงในปีนี้ มีผลงานที่ชัดเจน ถ้าการเลือกตั้งมีในปีหน้านี้ ดร.สมคิด มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากจับฐานทั้งคนจนและคนรวย เพราะกลุ่มระดับกลางขึ้นบน ดร.สมคิด ก็ดันเศรษฐกิจ การส่งออก และที่สำคัญคือ ตลาดหุ้น ที่เปิดมาต้อนรับศักรราชใหม่แค่ 2 วันดัชนีหุ้นไทยก็ขึ้นมาแตะ 1800 จุดได้สำเร็จ นับเป็นสถิติสูงสุด จากการก่อตั้งตลาดหุ้นมา 42 ปี และช่วงนี้ก็ยังไต่ไปมาในระดับนี้ ถึงขนาดชาวหุ้น ตั้งคำถามกันเล่น ๆ ว่า "จะเอาประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ"
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ปาฐกถาพิเศษ "พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่ยุคดิจิทัล" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า ตั้งแต่เปิดปี 61 มานี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากซึ่งสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้อย่างดี ซึ่งเป็นผลมาจากการการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมไปถึงการปฎิรูปเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/60 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ถึง 5%
พร้อมกันนี้มองว่าหากการเมืองนิ่ง การเลือกตั้งผ่านไปด้วยความราบรื่น และมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็จะเป็นตัวสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีทิศทางแบบนี้เงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง



ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการคือ การปฏิรูปภาคการเกษตร การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีศักยภาพมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังจะเร่งพิจารณาจัดทำงบกลางปี เพื่อปฏิรูปการเกษตรและยกระดับฐานราก เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในปีนี้
“นักลงทุนจะไม่มาไทยได้อย่างไร 2 ปีที่ผ่านมาการเข้ามาเปรียบเหมือนเราเป็นอู่รถที่ต้องเข้ามาปรับจูนเครื่องยนต์ให้สามารถวิ่งได้ จากเดิมอาจจะวิ่งได้แค่ 40 มาเป็น 80 และเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในอนาคตหากคู่แข่งสามารถวิ่งไปได้ถึง 180-200 เราคงไม่ใช่เป็นแค่การจูนเครื่องแล้ว แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์บางเครื่อง เปรียบเหมือนกับการปฎิรูปประเทศที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งในช่วงไตรมาส 4/60 หลายคนบอก GDP จะใกล้ 4.5% แต่ผมมองว่าจะมีโอกาสถึง 5% และทั้งปีมีโอกาสที่จะถึง 4% ได้ โดยสิ่งสำคัญมันมาจากความเชื่อมั่นของประชนชนสำคัญที่สุด ซึ่งในเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนสูงสุดในรอบ 35 เดือน และความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมสูงสุดในรอบ 22 เดือน มาถึงตอนนี้ผมอยากให้ทุกท่านวัดเองว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ หากเห็นว่าอันไหนไม่ดีให้มาบอกด้วย"ดร.สมคิด กล่าว

 สำหรับมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร และผู้มีรายได้น้อยนั้น วานนี้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้มีมติเห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยระยะที่ 2 ซึ่งในเฟสแรกนั้น รัฐบาลได้เพิ่มวงเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือ มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 500 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินเพิ่มเป็น 300 บาท แต่อย่างไรก็ตามจะตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดว่าผู้มีรายได้น้อยจะต้องพัฒนา สร้างอาชีพด้วย ขณะเดียวกันยังดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุน โดยให้สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีกับผู้ประกอบการที่ใช้จ่ายเพื่อการอบรม หรือ พัฒนาทักษะแรงงานให้กับผู้มีรายได้น้อย ด้วย
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ บมจ.กสท โทรคมนาคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกันสร้างตลาดอีคอมเมิร์สในร้านโชว์ห่วย และร้านค้าประชาชน โดยให้สามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยมอบหมายให้พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวหน้าทีม ในการศึกษาและพิจารณาด้านกฎหมายดิจิทัลให้มีความทันสมัย รองรับกับสิ่งที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยจะต้องให้ได้ความชัดเจนภายในปีนี้
 


เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง


Recommend News