ผู้ใหญ่ทุกคนต้องอ่าน!!! เรื่องเล่า"ในวันที่ผมเห็นเพื่อนถูกรุมแกล้ง" สังคมจะเป็นอย่างไร ถ้าปล่อยให้คนไม่มีทางสู้ถูกรังแก

Publish 2017-09-14 12:10:41



ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญกับสังคมนี้เป็นอย่างมาก แต่ไม่ค่อยจะมีคนใส่ใจกับมันนัก สำหรับเรื่องเด็กๆหลายคนที่โดนรุมแกล้ง แต่ผู้ใหญ่ หรือเพื่อนมักจะเห็นมันเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่หารู้ไม่ว่ามันอาจจะส่งผลเสียตามมาอีกมากมายเลยทีเดียว ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก "เข็นเด็กขึ้นภูเขา" ได้โพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

 



#ในวันที่ผมเห็นเพื่อนถูกรุมแกล้ง
เด็กคนหนึ่งมาปรึกษาหมอ เขาอยู่ในกลุ่ม LINE ที่เพื่อนๆรุมแกล้งเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนที่ถูกแกล้งนั้นเป็นเพื่อนที่เขารู้จักและสนิทด้วยพอสมควร
การแกล้งที่เกิดมีตั้งแต่ การตั้งสมญานามให้เพื่อนคนนี้ เอารูปที่แอบถ่ายเพื่อนคนนี้ตอนเผลอไปตัดต่อแล้วส่งเข้ามาใน LINE และคุยกันในกลุ่มเหมือนเพื่อนคนนี้ไม่มีตัวตน
เขาสงสารเพื่อนคนนี้แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรเพราะกลัวถูกแกล้งไปด้วย แถมตอนแรกเขาก็ทำเป็นตลกไปด้วยกับการที่เพื่อนคนนี้ถูกล้อ ส่งสติ๊กเกอร์แสดงอารมณ์ตลกขบขันนิดๆหน่อยๆ
แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนก็ยังถูกรุมแกล้งทุกวันในกลุ่ม LINE แถมในโรงเรียนก็แทบจะไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าเข้ามายุ่งด้วย เขาชักจะรู้สึกไม่ดี เคยเอาเรื่องนี้ไปบอกครูเหมือนกัน เขาหวังว่าครูจะช่วยอะไรได้บ้าง
สิ่งที่ครูบอกก็คือ ก็ไม่เห็นมีอะไรนะ เรื่องเล็กๆน้อยๆ เธออย่าไปยุ่ง เธออาจจะทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ เขาก็แค่เล่นกันสนุกๆ
เด็กได้ยินครูว่าแบบนั้นก็รู้สึกแย่ เวลาผ่านไปที่เขาไม่ปกป้องเพื่อนทำให้เขาเครียด และรู้สึกผิดหน่อยๆ


หมอไม่ได้บอกกับเด็กหรอกว่า เขาควรจะทำอย่างไร แต่หมอคุยกับเด็กถึงข้อดีข้อเสีย ผลที่จะตามมาของทางเลือกมีอะไรบ้าง (ระหว่างช่วยเพื่อนกับปล่อยไปเฉยๆ) และเขาโอเคกับแบบไหน
ทางเลือกแรก สมมุติว่าเขาไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้เพื่อนถูกแกล้ง เด็กคิดว่าเขาคงรู้สึกแย่มาก คงค้างคาใจไปเรื่อยๆ อาจจะมีข้อดีตรงที่เขาก็เซฟตัวเอง ไม่ต้องเสี่ยงถูกเพื่อนแกล้งไปด้วย แต่เขาคงรู้สึกแย่ไปอีกไม่รู้เมื่อไหร่
ทางเลือกที่สอง ถ้าเขาเลือกที่จะช่วยเพื่อน เด็กบอกว่าเขาคงจะสบายใจและโล่งใจขึ้นมาก มันเป็นเรื่องที่เขาอยากทำอยู่แล้ว แต่เพราะความลังเล ความเห็นของผู้ใหญ่ที่ทำให้เขายังไม่กล้าทำ และก็น่าจะทำให้เพื่อนที่ถูกแกล้งรู้สึกดีขึ้นบ้าง ส่วนข้อเสีย ก็อาจจะถูกรุมแกล้งเหมือนเพื่อน
สรุปแล้วเด็กเลือกที่จะช่วยเพื่อน เขาคิดว่าจะเริ่มด้วยการให้กำลังใจเพื่อน ให้เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนคิดเหมือนเค้าอยู่สองสามคน ถ้าเป็นไปได้เขาจะคุยกันกับคนอื่นๆ แล้วชวนกันออกมาจากกลุ่ม LINE นั้นซะ
หมอก็ชื่นชมความตั้งใจที่ดีของเด็ก บอกว่ามันเป็นความกล้าหาญ แน่นอนมันอาจจะทำให้เกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง แต่หมอเชื่อว่าถ้ามีเทียนเล่มแรก ก็จะมีคนจุดเทียนเล่มต่อๆไปตามมา หากคนหนึ่งกล้าที่จะแสดงออก ก็ทำให้คนอื่นๆกล้าที่จะทำตาม
.
 



จริงๆแล้ว คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการกลั่นแกล้งนั้น แต่การไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นเหมือนการบอกกับทุกคนกลายๆ ว่าการกลั่นแกล้งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
มีงานวิจัยที่บอกว่า คนที่อยู่ในเหตุการณ์การกลั่นแกล้งหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Bystanders จะมีส่วนที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้นได้
การที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ทำอะไรเลย เฝ้าดูอยู่เฉยๆ บางคนเข้าไปร่วมด้วยช่วยแกล้ง มักทำให้เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น
แต่หากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตัดสินใจก้าวออกมาช่วยด้วยวิธีที่เหมาะสมไม่รุนแรง ใช้เหตุผล มีแรงสนับสนุนของเพื่อนคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ก็อาจจะทำให้การกลั่นแกล้งนั้นยุติไปได้ หรือทำให้คนที่ถูกแกล้งรู้สึกว่ามีใครสักคนที่เข้ามาช่วย ทำให้ผลกระทบทางจิตใจของคนที่ถูกแกล้งเบาบางลงไปได้


แต่หลายครั้งที่เด็กคนอื่นไม่กล้าที่จะช่วย ก็เป็นเพราะสังคมรอบข้าง ผู้ใหญ่เองที่ไม่ค่อยสนับสนุนเด็กในเรื่องการออกมายืนหยัดเพื่อเพื่อน บางครั้งกลับมองว่าเป็นเรื่อง 'ธุระไม่ใช่' ไปซะแบบนั้น ซึ่งจริงๆ หากคุณครูหรือผู้ปกครองให้กำลังใจและสนับสนุนเด็กในจุดนี้ การกลั่นแกล้งกันก็น่าจะลดความรุนแรงลงไปได้มากทีเดียว
ถ้าผุ้ใหญ่ไม่ให้กำลังใจ จนบางทีเด็กที่ออกมาช่วยเพื่อนอยากจะแสดงความกล้าหาญ เกิดกำลังใจหดหาย ประมาณว่า คนดีเกิดความท้อแท้ ก็น่าเสียดาย
หมอสงสัยว่า ถ้าสังคมเราไม่มีใครสักคนที่ออกมายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ปล่อยให้คนไม่มีทางสู้ถูกรังแก สังคมเราในอนาคตจึงเป็นแบบไหน บางทีคนที่ถูกแกล้งอาจจะเป็นตัวเราเอง หรือคนที่เรารักก็ได้
#หมอมินบานเย็น
#cyberbullying


เรียบเรียงโดย

จิรศักดิ์ ทิตตยานนท์ : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News