พระพุทธเจ้า..ทรงตรัสอานิสงส์ของการแผ่เมตตา ๑๑ ประการ พระมหาวัฒน์.. บอกว่าสำคัญมาก มีอานุภาพมาก มีอานิสงส์มาก..

Publish 2017-09-14 12:07:21



การแผ่เมตตานั้นสำคัญมาก มีอานุภาพมาก มีอานิสงส์มาก ญาติโยมทั้งหลายจึงควรถือปฏิบัติให้สม่ำเสมอ ยิ่งคนที่ชอบบอกว่าตัวเองดวงไม่ดี ดวงตก ดวงต่ำ นั้นแหละยิ่งต้องทำ เมื่อเวลาเราไหว้พระสวดมนต์ เจริญภาวนา นั่งสมาธิแล้วเสร็จ อย่าลืมการแผ่เมตตา หรือเรียกตามภาษาพระว่า “การเจริญเมตตาจิต” เพราะการแผ่เมตตาจิตนั้นมีอานุภาพมาก มีอานิสงส์มาก เทพเทวดาอารักษ์ พระแม่ธรณี พระภูมิเจ้าที่ ได้ยินท่านก็อนุโมทนาชื่นชมยินดี แม้แต่เจ้ากรรมนายเวร ได้ยินก็บังเกิดเมตตาจิต

แม้ในพระไตรปิฎก ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรคที่ ๑ เมตตาสูตร และในอังคุตรนิกาย เอกาทสนิบาต เมตตาสูตร

พระพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสสรรเสริญเรื่องของการแผ่เมตตานั้นไว้หลายประการ

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสอานิสงส์ของการแผ่เมตตานั้นไว้ถึง ๑๑ ประการ กล่าวคือ

๑. เวลาหลับ ย่อมหลับเป็นสุข

๒. เวลาตื่น ย่อมตื่นเป็นสุข

๓. เวลาฝัน ไม่ฝันร้าย

๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

๕. เป็นที่รักของเหล่าอมนุษย์ทั้งหลาย

๖. เหล่าเทวดาทั้งหลายย่อมบริบาลรักษา

๗. ไฟ ยาพิษ หรือศาสตราอาวุธ ย่อมไม่อาจกล้ำกลายได้

๘. จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว

๙. สีหน้าผ่องใส

๑๐.ไม่เป็นผู้ที่ตายด้วยความลุ่มหลง

๑๑.ถึงไม่บรรลุมรรคผลข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อตายไป ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

ที่กล่าวมานี้แหละคืออานิสงส์แห่งการแผ่เมตตาที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ในเมตตาสูตร

เมื่อมีพุทธพจน์คำตรัสของพระพุทธเจ้าเป็นพยานข้ออ้างให้รู้ให้ทราบอย่างนี้แล้ว ญาติโยมทั้งหลาย ทุกๆครั้งเมื่อเราปฏิบัติแล้วเสร็จ ก็จงอย่าลืมเรื่องของการแผ่เมตตาจิต ผู้ปฏิบัติได้สม่ำเสมอนั้น ถือเป็นผู้ประเสริฐแล้ว ขออนุโมทนา

บทธรรมคำสอนพระมหาวัฒน์ วิวฑฺฒนเมธี

วัดสว่างหัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์



ประวัติพระมหาวัฒน์  พระเกจิอาจารย์มหาเปรียญนักปฎิบัติ  ผู้คมทั้งปริยัติและปฎิบัติ  พระผู้อ่อนน้อมถ่อมตน  ศิษย์สายธรรมหลวงปู่สำเร็จลุน ปรมาจารย์ใหญ่แห่งนครจำปาศักดิ์

พระมหาวัฒน์  วิวฑฺฒนเมธี ป.ธ.๙  วัดสว่างหัวนาคำ  จ.กาฬสินธุ์   เป็นชาวสกลนครโดยกำเนิด  เกิดที่บ้านห้วยหลัว  อำเภอบ้านม่วง  จังหวัดสกลนคร  ร่ำเรียนวิชาพุทธาคมมาตั้งแต่เด็ก  เริ่มแรกแต่เดิมจากโยมพ่อ  และต่อด้วยการไปเรียนจากโยมปู่  ซึ่งปู่ของท่านนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนเฒ่าคนแก่คนหนึ่งในหมู่บ้านที่เก่งกล้าพุทธาคม ที่คนในหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ  แต่เดิมแล้วนั้นปู่ของท่านได้ร่ำเรียนวิชาจากพระอุปัชฌาย์เมื่อครั้งบวชเป็นพระอยู่ที่เมืองอุบล     

เมื่อเข้าถึงวัยพอสมควร  เด็กชายวัฒน์จึงได้เข้าไปอยู่อุปัฏฐากรับใช้ หลวงปู่ญาทานบุญชู  (พระอุปัชฌาย์บุญชู) วัดศรีวิไลย์  จ.สกลนคร  ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด  ด้วยเป็นเด็กที่มีไหวพริบดี  ชอบเข้าวัดเป็นนิสัย  ไหว้พระสวดมนต์  นั่งสมาธิ  หลวงปู่ญาทานบุญชู  จึงสั่งสอนวิชาความรู้และวิปัสนากรรมฐานในเบื้องต้นบ้างประการให้   เมื่อเด็กชายวัฒน์  ถึงวัยบวชเป็นเณร  จึงได้กราบลาโยมพ่อโยมแม่บรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย  โยมพ่อโยมแม่  เมื่อเห็นอุปนิสัยของลูกชายที่ฝักใฝ่ทางพระศาสนาแม่แต่เด็ก  ก็เลยอนุญาตให้บวชเณรตามเจตนา 

เมื่อบวชเป็นเณรแล้ว  ก็ได้ศึกษาพระวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่พระอุปัชฌาย์  แล้วเดินทางไปร่ำเรียนพระปริยัติธรรมบาลียังสำนักต่างๆ เมื่ออายุครบ๒๐ ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาโดยปรากฏนามฉายาว่า  “วิวฑฺฒนเมธี” มีหลวงปู่ญาทานบุญชู   วัดศรีวิไลย์  เป็นพระอุปัชฌาย์

ด้วยความเป็นผู้ชอบในการศึกษาใฝ่เรียนรู้มาแต่เด็ก  พระมหาวัฒน์  ครั้นอุปสมบทเป็นพระแล้ว  เมื่อมีโอกาสว่างเว้นจากการเรียนปริยัติ  ก็แสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเพื่อขอร่ำเรียนวิชาความเพิ่มอีก  ถ้าเป็นพระก็ขอกราบฝากตัวเป็นศิษย์  ถ้าเป็นฆราวาสผู้เรืองวิชา ก็เอาวิชาแลกวิชา   อาจารย์ที่พระมหาวัฒน์ได้ไปร่ำเรียนวิชาด้วยนั้นมีอยู่หลายรูป เช่น หลวงปู่ญาทานบุญชู   วัดศรีวิไลย์ วัดบ้านเกิดหลวงปู่เจ้าคุณบัวพันธ์ วัดขวัญเมืองระบือธรรม เมื่อพระมหาวัฒน์ไปเรียนกับหลวงปู่เจ้าคุณบัวพันธ์  ก็ตั้งใจพากเพียรร่ำเรียนตามที่อาจารย์สั่งสอน  ด้วยความที่หลวงปู่เจ้าคุณบัวพันธ์ ท่านเป็นพระเถราจารย์ที่มีพรรษายุกาลมาก  ท่านได้เก็บรวบรวมสรรพตำราคาถาอาคมไว้เป็นจำนวนมาก  เมื่อมองเห็นว่า “มหาน้อยรูปนี้  มีบุญวาสนา ทั้งฝักใฝ่รักษาของโบราณ”  จึงได้มอบสรรพตำราต่างๆ ที่ท่านได้รับมอบมาจากครูบาอาจารย์ของท่านให้กับพระมหาวัฒน์   หนึ่งในกองตำรานั้นก็คือ ตำราวิชาธรรมของสำเร็จลุน  พระเถราจารย์ใหญ่ปรมาจารย์สายวิชาธรรม  ซึ่งในตำรานั้นประกอบไปด้วย สูตรวิชาแยกธาตุ เดินธาตุ  หมุนธาตุ  วิชาดอกบัวแก้ว  วิชากำแพงแก้ว  และวิชาโลกุตรธรรม  เป็นต้น

 

 

 

 



 เมื่อพระมหาวัฒน์  ได้รับตำรามาแล้ว  ก็นำกลับไปใส่พานไว้บนโต๊ะหมู่บูชาในห้องพระ  เมื่อทำวัตรสวดมนต์เย็นเสร็จ  พระมหาวัฒน์  ก็ตั้งสัจจะอธิษฐาน ต่อหน้าตำราวิชาธรรมของหลวงปู่สำเร็จลุน  ว่า “ หากข้าพเจ้ามีบุญวาสนา จะได้ร่ำเรียนวิชานี้จริงๆ  ขอให้หลวงปู่สำเร็จลุน  มาเข้านิมิตชี้แนะแนวทางลูกด้วยเถิด”  เมื่อกราบพระ นั่งสมาธิเสร็จ เข้าจำวัตร  ปรากฏว่า  หลวงปู่สำเร็จลุน  มาในนิมิตจริงๆ 

พระมหาวัฒน์เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าว่า  เมื่อหลวงปู่ใหญ่ (หลวงปู่สำเร็จลุน) ท่านมาในนิมิต    ท่านเมตตาสอนอยู่หลายประโยค แต่อาตมาคงมีกรรม  เพราะอุปนิสัยเป็นคนลืมเร็ว  จำได้อยู่ประโยคสุดท้ายประโยคเดียว ที่หลวงปู่ท่านบอกว่า  “มนต์คาถา  ถึงสิท่องไปได่หลายปานได่  ถ้าบ่ได่สมาธิจิต  กะใช้บ่อได้ดังใจดอกหลาน   ฝึกจิตให้หลายๆเด้อท้าว”   (มนต์คาถาถึงจะท่องได้มากเพียงใด  แต่ถ้าไม่ได้สมาธิจิต  ก็ใช้ไม่ได้ดังใจปรารถนา  ฝึกจิตให้มาก ๆนะหลาน) 

และด้วยความเป็นผู้ใฝ่ศึกษาเรียนรู้ พระมหาวัฒน์  ยังได้ร่ำเรียนจากตำราตกทอดที่ได้รับมอบจากครูบาอาจารย์ เช่นตำราของหลวงปู่ลี อดีตเจ้าอาวาส  ,เรียนจากตำราของหลวงปู่บุญศรี  ยโสธโร  ,หลวงปู่สอน ,หลวงปู่ศรีทา ,หลวงปู่ปากเข็ด, เป็นต้น

พระมหาวัฒน์   วิวฑฺฒนเมธี ป.ธ.๙  วัดสว่างหัวนาคำ จ.กาฬสินธุ์  เป็นพระเกจิอาจารย์นักปฏิบัติผู้คมทั้งปริยัติและการปฏิบัติ  พระผู้อ่อนน้อมถ่อมตน    น้ำมนต์จินดามณี และน้ำมนต์พระเจ้าห้าพระองค์ของท่านขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์

คาถาเรียกทรัพย์พระเจ้าห้าพระองค์  ของพระมหาวัฒน์  เป็นผู้รจนาแต่งขึ้น  ด้วยการอธิษฐานขอจากครูบาอาจารย์  แล้ว ทำพิธีรจนาแต่งขึ้น  ด้วยความที่เป็นพระผู้ร่ำเรียนมามาก และเป็นพระมหาเปรียญผู้แตกฉานในพระบาลี  จึงได้รจนาแต่งขึ้นได้อย่างสมบูรณ์   เป็นบทสวดที่มีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก และด้วยความศักดิ์สิทธิ์อิทธิคุณที่ปรากฏ   คาถาเรียกทรัพย์พระเจ้าห้าพระองค์  จึงมีผู้นำไปสวดสาธยายเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการทำมาค้าขาย ติดต่อธุรกิจ เจรจาการงาน   แต่มีเคล็ดอยู่ว่า  “สวดให้ได้ทุกเช้า- เย็น ๓ จบ หรือ ๕ จบ, ๙จบ ,๑๐๘ หรือ ให้สวดเลยอายุไปหนึ่งจบและหากผู้นั้นชอบทำบุญตักบาตรเป็นประจำ   เดือนหนึ่งมีโอกาสปล่อยสัตว์  ปล่อยปลาสักครั้ง จะดีมาก  ทุกครั้งที่จะทำบุญ ให้สวดพระคาถาก่อนหนึ่งจบ  เพื่อเป็นการน้อมถวายบูชาคุณพระพุทธเจ้า  ฯ

ท้ายที่สุดจึงขอนำคำสอนของพระอาจารย์มหาวัฒน์  วิวฑฺฒนเมธี ป.ธ.๙ (พระมหาวัฒน์) มาฝากเป็นธรรมทาน

การทำวัตรสวดมนต์

ถือเป็นกิจที่พุทธบริษัททั้งหลายพึงกระทำให้ติดเป็นนิสัย หาใช่จะเป็นเพียงแค่กิจวัตรของพระสงฆ์เท่านั้น ก่อนที่เราจะเที่ยวไปกราบขอพรหลวงปู่ หลวงพ่อ วัดนั้น วัดนี้ ตัวเราเองต้องมีบุญบารมีไปรองรับในพรที่ขอด้วย จะคิดพึงแต่บุญบารมีของผู้อื่น คงอีกนานจึงจะประสบผลสำเร็จ

และการไหว้พระสวดมนต์ นี้แหละท่านทั้งหลาย คือการสั่งสมบุญบารมีให้แก่ตัวเรา เพราะเมื่อคราครั้งใดที่เรากล่าวสวดสาธยายพระพุทธมนต์ พระปริตร เจริญพระรัตนตรัยคุณ แม้แต่เทพเทวดาอารักษ์ท่านก็ลงมาร่วมอนุโมทนายินดีกับตัวเราด้วย ยิ่งคนผู้นั้น รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาด้วยแล้ว ยิ่งประเสริฐนัก

ฉะนั้น การไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ และทำบุญตักบาตร รักษาศีล จึงถือเป็นการหนุนดวง เสริมบารมีให้แก่ตัวเราเอง อย่างถูกวิธีที่สุด ถูกต้องตามครรลองครองแห่งพระพุทธศาสนา ที่ครูบาอาจารย์โบราณปราชญ์บัณฑิตท่านถือปฏิบัติมา

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

พระอาจารย์มหาวัฒน์ วัดสว่างหัวนาคำ

เพื่อเผยแผ่กิตติคุณเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์

 


เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News

Recommend News